สรุปผลการประชุมสัมมนาพัฒนาคุณภาพการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้

พัฒนาคุณภาพการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้           เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2556 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เมือง จ.นราธิวาส  พลตำรวจเอกประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม  นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  พลตำรวจตรีเกษม รัตนสุนทร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง  นายปรีชา ธนานันท์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และ พลโทภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ  เดินทางลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เพื่อพบปะและประชุมสัมมนาแก้ไขปัญหาการจัดการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมทั้งมอบนโยบายแนวทางการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ทัดเทียมกับพื้นที่อื่นๆ โดยมี พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้  ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส  ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา อธิการบดีมหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  ผศ.ดร.จงรัก พลาศัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ บุคลากรทางการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน คณะครู 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนมาก
พลตำรวจเอกประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี กล่าวกับผู้เข้าร่วมประชุมว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2556 ที่ผ่านมานี้เรามีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นเรื่องพิเศษที่อนุมัติแล้ว ที่เสนอโดยคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) เสนอปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่จ.นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และ อ.สะบ้าย้อย อ.เทพา อ.จะนะ อ.นาทวี ในจ.สงขลา โดยใช้งบประมาณ 915 ล้านบาท ประกอบด้วย

การปรับเพิ่มให้ข้าราชการจากเดิม 2,500 บาท เป็น 3,500 บาท ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ตั้งงบประมาณปี 2557 เพื่อปรับเพิ่มอีก 1,000 บาท ไว้แล้ว
อนุมัติให้ครู อาจารย์ ลูกจ้าง ลูกจ้างชั่วคราว ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน และลูกจ้างชั่วคราวทุกประเภท สังกัด ศธ. ให้ได้รับเงินตอบแทนเพิ่มค่าใช้จ่ายการพัฒนาคุณภาพการศึกษา 2,500 บาทต่อคนต่อเดือนด้วย โดยเฉพาะลูกจ้างชั่วคราวที่จะได้รับเงินส่วนนี้รวม จำนวน 19,253 คน ซึ่งปัจจุบันคนกลุ่มนี้จะไม่ได้รับเงินตอบแทนดังกล่าว

          ทั้งนี้ จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้ เป็นต้นไป  นอกจากนี้ ครม. ยังเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขจัดสรรเงินอุดหนุนโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญ ศาสนาคู่สามัญ และประเภทอาชีวะฯ จำนวน 176 แห่ง ในพื้นที่พิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่จากเดิมได้รับการอุดหนุนร้อยละ 70 ให้เพิ่มการอุดหนุนเป็นร้อยละ 85  และยังอนุมัติในหลักการให้งบประมาณในการสร้างหอพัก อาคารเรียน อาคารอเนกประสงค์ ให้แก่โรงเรียนสังกัดรัฐ และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม รวมเป็นเงินจำนวน 120 ล้านบาทด้วย ซึ่งทางรัฐบาลโดยนางสาวยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมคุณภาพการศึกษาของเยาวชนในพื้นที่ ตลอดจนมีแนวนโยบายในการเร่งผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพโดยเป็นลูกหลานของคนในพื้นที่เพื่อให้พัฒนาพื้นที่ของตนเอง โดยได้มอบให้ ศอ.บต. ดำเนินการเพื่อสนองความต้องการของคนในพื้นที่ และในขณะนี้ค่อนข้างที่จะได้รับสัญญานที่ดีส่งมาจากคนในพื้นที่เองว่าเขาต้องการอะไร เราในฐานะของหน่วยงานด้านการสนับสนุนก็พร้อมที่จะส่งเสริมในทุกเรื่อง
ด้านนายบุญสม ทองศรีพราย ประธานสมาพันธ์ครู 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้นำเสนอต่อรองนายกรัฐมนตรีด้วยว่า “วันนี้พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดระยะเวลา 9 ปี ทุกอย่างเชื่อมโยงเรื่องของการศึกษาแทบทั้งสิ้น ผมขอขอบคุณทุกท่าน ทั้งท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะท่านพันตำรวจเอกทวี สอดส่อง เลขาธิการ ศอ.บต. ที่ได้ผลักดันให้ครูในพื้นที่ได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มอีก 1,000 บาท เป็นเงินเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ส่วนประเด็นของการเปิดเวทีพูดคุยสันติภาพ ผมอยากบอกว่าการเจรจาพูดคุยเป็นทางออกที่ดีของปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ แต่อาจต้องใช้ระยะเวลา และขอเป็นกำลังใจให้กับท่านพันตำรวจเอกทวี สอดส่อง เลขาธิการ ศอ.บต. ที่ช่วยผลักดันหลายๆ เรื่องให้กับคนระดับรากหญ้าในพื้นที่ ซึ่งการช่วยเหลือคนในพื้นที่จะสามารถช่วยสร้างความมั่นคงในวิชาชีพ สร้างขวัญกำลังใจ ตลอดจนยึดให้คนยืนหยัดในพื้นที่” นอกจากนั้น ประธานสมาพันธ์ครู 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังกล่าวถึงกรณีการเจรจาพูดคุยเพื่อสันติภาพว่า ให้มีความจริงจังและจริงใจ ตลอดจนอดทนในการพูดคุยและเปิดพื้นที่ให้ประชาชนระดับรากหญ้าในพื้นที่ได้มีส่วนแสดงความคิดเห็นถึงความต้องการที่แท้จริง ทั้งในเรื่องของเขตปกครองพิเศษหรือมาตรการอย่างไรก็ได้ที่จะทำให้พื้นที่มันสงบ นั่นคือความต้องการที่แท้จริงของคนในพื้นที่ เราทุกคนในพื้นที่สามารถอยู่ร่วมกันได้ในทุกศาสนา ไม่ได้มีความแตกแยกระหว่างศาสนาแต่อย่างใด
ทางด้านนางสาวซารีปะห์ ชุมรักษา แพทย์โรงพยาบาลนราธิวาส อดีตนักศึกษาแพทย์มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ กล่าวทั้งน้ำตานองหน้าว่า ตนเองรู้สึกปลื้มปิติที่ตนเองและคนในพื้นที่ได้มีโอกาสเรียนหมอ เพราะลำพังจะไปสอบแข่งขันจากคนในภูมิภาคอื่นคงจะสู้เค้าไม่ได้ แต่มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์แห่งนี้ ตั้งใจที่จะผลิตบุคคลากรทางการแพทย์โดยเป็นลูกหลานของคนในพื้นที่เอง เพราะเราทุกคนอยากที่จะดูแลคนในพื้นที่บ้านเกิดของเรา และพวกเราก็เชื่อว่าเราทุกคนทำได้ เพียงแค่อยากขอโอกาสเท่านั้น

นอกจากนั้น ที่ประชุมยังมีการเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในแนวทางการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้นำเสนอข้อมูลและข้อเท็จจริงในความแตกต่างของระบบการศึกษาทั้งสายสามัญและเอกชน เพื่อหาแนวทางการพัฒนาระบบการศึกษาให้ไปในทิศทางเดียวกัน

เครดิต : http://www.sbpac.go.th/

เรื่องนี้ถูกเขียนใน บทความ และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s