รีวิวการศึกษาประเทศจีนไทเป

ไต้หวันการศึกษาที่มีคุณภาพระดับโลก “Taiwan price”ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2004-2009 SCI และ SSCI ได้ตีพิมพ์ตัวเลขการเติบโตของไต้หวันจากประมาณช่วงศตวรรษที่ 20 ถึงศตวรรษที่ 15 รวมถึงสภาเศรษฐกิจโลก (World Economy Forum or WEF) ก็ได้รายงานอันดับการแข่งขันไว้ว่าการศึกษาต่อและอบรมในไต้หวันติดอยู่อันดับสูง อย่างไรก็ตามค่าครองชีพและการใช้จ่ายในการศึกษาอยู่ในเกณฑ์สมเหตุสมผลหลากหลายวัฒนธรรมและผู้คนเป็นมิตรลักษณะหลัก ๆ ของสังคมไต้หวันคือ การพัฒนาความหลากหลายทางวัฒนธรรม ส่วนจุดโฟกัสคือ วัฒนธรรมท้องถิ่นและการจัดการธุรกิจระดับโลกการพัฒนาอุตสาหกรรม ไต้หวันเป็นที่รู้จักในเรื่องการผลิตสินค้าเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเฉพาะเป็นที่ตั้งของบริษัทชั้นนำระดับโลกในซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่คึกคัก และการดำเนินธุรกิจการแข่งขันที่มีบุคลากรที่ดีที่สุดในโลกด้วยเป็นประจำทุกวันสิ่งแวดล้อมทางด้านภาษาอังกฤษไต้หวันได้พยายามสร้างสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรสำหรับผู้ที่สื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ โดยรัฐบาลและองค์กรต่าง ๆ ได้พยายามสร้างเว็บไซต์ที่มีทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน เพื่ออำนวยความสะดวกในเรื่องข้อมูลและการบริการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นทางผ่านเข้าสู่เอเชียแปซิฟิกไต้หวันถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางของขอบเอเชียแปซิฟิกและทางผ่านเข้าสู่เอเชียตะวันออกโดยเฉพาะประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวันเป็นทางที่สามารถเข้าถึงเอเชียแปซิฟิกได้รวมทั้งอุตสาหกรรมขนส่งไปสู่ทั่วโลก ซึ่งทำให้ไต้หวันเป็นสถานที่สำคัญสำหรับจุดเริ่มต้นในการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ

ข้อมูลทั่วไปประเทศไต้หวัน

ไต้หวัน ตั้งอยู่ระหว่างทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้ ห่างจากจีนแผ่นดินใหญ่ประมาณ 160 ก.ม. (ตรงข้ามมณฑลฝูเจี้ยนของจีน) ประกอบด้วยเกาะหลักๆ ได้แก่ เกาะไต้หวัน, หมู่เกาะเผิงหู, จินเหมิน,หมาจู่และเกาะเล็กเกาะน้อยอื่น ๆ อีกจำนวนหนึ่ง พื้นที่ 36,000 ตารางกิโลเมตร เป็นเกาะทอดยาวจากเหนือสู่ใต้ โดยมีแนวเขาอยู่ที่ส่วนกลางของเกาะ จัดอยู่ในเขตภูเขาไฟและแผ่นดินไหว

ประชากร  

มีจำนวนประชากรประมาณ 23 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนฮั่น โดยมีชาวเขาพื้นเมืองที่สำคัญ 9 เผ่า ได้แก่ Ami, Atayal, Paiwan, Bunun, Puyuma, Rukai, Tsou, Saisiyat และ Yami

สภาพภูมิอากาศ

ไต้หวันมีอากาศร้อนชื้นแบบใกล้เขตร้อน ฤดูร้อน (พ.ค.-ก.ย.) อุณหภูมิเฉลี่ย 27 – 35 C ฤดูหนาว (ธ.ค.-ก.พ.) อุณหภูมิเฉลี่ย 10 C

ภาษา

จีนกลาง (Mandarin) เป็นภาษาราชการ ฮกเกี้ยน (หมิ่นหนาน) เป็นภาษาท้องถิ่นที่ใช้ทั่วไปคู่กับจีนกลาง ข้าราชการระดับสูงทั่วไปสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้

ศาสนา

พุทธมหายาน ขงจื้อ เต๋า และคริสต์

หน่วยเงิน

เหรียญไต้หวัน (New Taiwan Dollar : NT$) 35.06 NT$ = $1 US หรือ 1 เหรียญไต้หวัน = 1.2168 บาท

เมืองสำคัญ

เกาสง เป็นเมืองท่าและศูนย์กลางธุรกิจทางภาคใต้และเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของ ไต้หวัน และเป็นท่าเรือใหญ่อยู่ใน 10 อันดับแรกของโลก

จีหลง เป็นเมืองท่าที่สำคัญที่สุดทางภาคเหนือ

การศึกษา

จำนวนประชากรที่อ่านออกเขียนได้ในไต้หวันนั้นสูงกว่าร้อย ละ 93 ส่วนผู้ที่อ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้นั้นก็มาจากเหตุผลที่ส่วนใหญ่คนเหล่านี้เป็นผู้สูงอายุที่ขาด โอกาสทางการศึกษาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองชาวไต้หวันเป็นผู้ที่อยากจะได้รับการศึกษาสูง ๆ ดังนั้นการจะเข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยจึงเป็นเรื่องชี้เป็น ชี้ตายคล้าย ๆ กับบ้านเรา การจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยจึงมีการแข่งขันกันสูงมาก ก็อย่างว่า การแข่งขันสูง ๆ อย่างนั้นจึงเป็นโอกาสของโรงเรียนกวดวิชาเอกชนต่าง ๆ ที่ผุดกันขึ้นเป็นดอกเห็ดคล้าย ๆ บ้านเราอีกเช่นกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็ก ๆ ที่ทางบ้านรายได้ไม่ดีนักก็ยังต้องใช้เวลาในตอนเย็น วันหยุดหรือช่วงโรงเรียนปิดเทอมไปกวดวิชากันอย่างบ้าคลั่งการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยในไต้หวันนั้นมุ่งเน้นการเรียนการสอนไปที่ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ว่ากันว่ามีนักศึกษาของไต้หวันประมาณร้อยละ 35 จากจำนวนนักศึกษามหาวิทยาลัยของไต้หวันทั้งสิ้นประมาณ 350,000 คนนั้นเรียนสาขาวิศวกรรม ชาวต่างชาติที่อยากจะเรียนมหาวิทยาลัยในไต้หวันก็จะต้องพูดและใช้ภาษาจีน ได้คล่อง เพราะไม่อย่างนั้นแล้วก็ไม่สามารถฟังการบรรยายที่เป็นภาษาจีน(แมนดริน)ได้

ไต้หวันไม่ใช่แค่เกาะที่มีผู้คนอาศัยอยู่เท่านั้น แต่มีสิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง คือ วัฒนธรรมของคนไต้หวันเองที่ประกาศเต็มปากเต็มคำว่าพวกเขาเป็น”คนไต้หวัน” ไม่ใช่คนจีน พวกเขาพูดภาษาไต้หวัน(Taiwanese) ไม่ใช่ภาษาจีนกลาง(Mandarin)ของจีนแผ่นดินใหญ่ นับเป็นประเด็นที่น่าสนใจสำหรับหลายประเทศ รวมทั้งไทยเรา ที่กำลังถูกรุกรานด้วยวัฒนธรรมทางภาษาของคนชาติอื่น ความรักชาติของประเทศนี้ก็ไม่แพ้ญี่ปุ่นเลย

ระบบการศึกษาของไต้หวันก็คล้ายๆ กับประเทศอื่น ๆ อีกหลายประเทศเริ่มตั้งแต่ระดับก่อนวัยเรียน ๒ ปี การศึกษาภาคบังคับอีก ๙ ปี แบ่งเป็น ประถมศึกษา ๖ ปี ป. ๑ ถึง ป.๖ มัธยมต้นหรือที่เรียกว่า junior high school อีกสามปีหลังจากจบมัธยมต้นภาคบังคับก็อาจสอบเข้าเรียนต่อในระดับการศึกษาที่สูงขึ้นไป เช่น มัธยมปลายที่เรียกกันว่า senior high school อีกสามปีหรือจะไปเรียนอาชีวะ ก็เรียนต่ออีกสามปีหรือจะไปเรียนต่อในระดับ junior college ก็ต้องเรียนอีก ๕ปี หากจะไปเรียนระดับมหาวิทยาลัย ก็ต้องสอบเข้าเหมือนๆ กับอีกหลายประเทศที่เรียกว่า Joint College Entrance Examination หรือสอบ national exams อื่น ๆ ก็อย่างว่า การสอบแข่งขันด้วยจำนวนนักเรียนที่มากขนาดนั้นก็ต้องมีการแข่งขันสูงเป็นธรรมดา เมื่อสอบเรียนในระดับมหาวิทยาลัยแล้วก็อาจสอบเรียนต่อในระดับบัณฑิตศึกษาต่อไปได้

ข้อมูลบางประการของไต้หวันที่น่าทึ่ง

การทดสอบประเมินผลของ PISA ครั้งที่3ในปี 2006 ใน 3 วิชา คือคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การอ่าน ได้ขยายไปสู่ประเทศรายได้ปานกลางหลายประเทศ ได้ผลใกล้เคียงกับปี 2003 คือ 20 อันดับแรกอยู่ในประเทศเดิม ๆ มีไต้หวัน ติดอันดับ  1 ในวิชาคณิตศาสตร์ (และที่ 4 วิชาวิทยาศาสตร์) ฟินแลนด์ยังได้ที่ 1 วิชาวิทยาศาสตร์ และที่ 2 ในวิชาคณิตศาสตร์และการอ่าน ขณะที่เกาหลีใต้ได้ที่ 1 ในวิชาการอ่าน ได้ที่ 4 วิชาคณิตศาสตร์ ฮ่องกงติดอยู่ใน 3 อันดับแรกทั้ง 3 วิชาจีนและเวียดนามไม่ได้เข้าร่วมโครงการทดสอบนี้ ขณะที่ไทยได้คะแนนเฉลี่ยอันดับค่อนข้างท้าย คือลำดับที่ 40 กว่า ๆ จาก 57 ประเทศ และมีนักเรียนไทยส่วนน้อยมาก (เช่นกลุ่มตัวอย่างจากโรงเรียนสาธิต) ที่ทำคะแนนได้ระดับสูงหน่อย แต่นักเรียนไทยส่วนใหญ่ทำได้แค่ระดับต้น ๆ (ต่ำกว่าระดับ 1-2) โดยเฉพาะเรื่องทักษะการอ่าน (ภาษาไทย) ที่เป็นพื้นฐานสำคัญในการไปเรียนวิชาอื่นต่อการทดสอบประเมินโครงการ PISA  ครั้งล่าสุดปีค.ศ.2009 (พ.ศ.2552) นักเรียนไทยได้คะแนนเฉลี่ยและลำดับต่ำลงจากปี ค.ศ. 2000 ทั้ง 3 วิชา ขณะที่บางประเทศ เช่น เกาหลีใต้  โปแลนด์ ฯลฯ ที่ได้ลำดับอยู่สูงกว่าไทยอยู่แล้วทำได้ดีเพิ่มขึ้นอีก ไทยได้คะแนนเฉลี่ยของแต่ละวิชาอยู่เพียง 417-421 คะแนน ในขณะนักเรียนในที่กลุ่มประเทศ OECD (รวมเกาหลีใต้) และจีน-ฮ่องกงจีน-ไทเป ได้คะแนนเฉลี่ยสูงกว่า 500 คะแนน นักเรียนไทยส่วนใหญ่มีสมรรถนะเพียงระดับ 1 และ 2 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุด(ระดับ 1 ถือว่าต่ำกว่าระดับมีความรู้พอเพียง ระดับ 2 ถือว่าพอใช้ได้) ในขณะที่นักเรียนส่วนใหญ่ของประเทศที่ได้คะแนนเฉลี่ยรวมสูงกว่าไทยได้ระดับสมรรถนะสูงจากระดับ 3 ขึ้นไปถึงระดับ 5-6 คือระดับความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์แก้ปัญหาได้  น่าคิดนะทั้ง ๆ ที่ระบบการศึกษาของเขาก็เหมือนกับของไทยเรา แต่คุณภาพต่างกันลิบลับเลย เพราะครูเราสมัยนี้เก่งแต่พูด เก่งแต่ทฤษฎี แต่ไม่ปฏิบัติ  จุดเด่นของไต้หวันที่เรามองไม่เห็นและเขาก็ไม่เคยบอกใครที่ทำให้การศึกษาของเขามีคุณภาพ รวมถึงเกาหลีใต้และฟินแลนด์ด้วยนะครับ

 เด็กไต้หวันเก่งคณิตศาสตร์มากที่สุด

การทดสอบนั้นทำขึ้นทุก 3 ปี เพื่อวัดความสามารถ โดยในด้านวิทยาศาสตร์นั้น จะมีคำถามทั้งเรื่องอากาศของโลกที่เปลี่ยนแปลง พืชจีเอ็มโอไปจนถึงพลศึกษา ซึ่งเด็กชาวฟินแลนด์มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุดคือ 563 คะแนน รองลงมาคือ เด็กฮ่องกง 542 คะแนน เด็กแคนาดา 534 คะแนน สำหรับเด็กอเมริกัน สเปนและอิตาเลียนนั้น เป็น 3 ใน 32 ชาติที่ได้คะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าเกณฑ์ใน ด้านการอ่านนั้น เด็กเกาหลีใต้มีคะแนนเฉลี่ยมากที่สุดคือ 556 รองลงมาเป็นเด็กฟินแลนด์ ได้คะแนน 547 เด็กฮ่องกงได้คะแนน 536 ซึ่งในการอ่านนั้นเด็กเกาหลีพัฒนาขึ้นมามาก เฉือนเด็กฟินแลนด์ แชมป์เก่าในการทดสอบปี 2543 และ 2546 สำหรับเด็กกรีซ โปรตุเกส สเปน อิตาเลียนและนอร์เวย์มีคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ ด้านคณิตศาสตร์ เด็กไต้หวันอยู่อันดับ 1 ด้วยคะแนน 549 ฟินแลนด์อันดับ 2 ด้วยคะแนน 548 ส่วนลำดับ 3 นั้นมี 2 ชาติ คือ ฮ่องกงและเกาหลีใต้ ด้วยคะแนน 547 ในกลุ่มนี้ เด็กอเมริกัน อิตาเลียน โปรตุเกสและสเปน มีคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์

จากผลสำเร็จของทั้ง 3 ประเทศดังกล่าว  ผมได้ลองมาศึกษาถึงเบื้องหลังของทั้ง 3 ประเทศ จากรายงานการสังเคราะห์คุณลักษณะและกระบวนการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมของประเทศต่างๆ ของ ศูนย์คุณธรรม  ผมขออนุญาตนำมาเฉพาะบางประเด็นที่มีผลต่อการจัดการศึกษา ดังนี้ครับ

 ประเทศฟินแลนด์    ประเทศฟินแลนด์มีกระบวนการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมที่โดดเด่นและชัดเจน จาก สถาบันครอบครัว และ สถาบันการศึกษา ดังนี้

สถาบันครอบครัว   ครอบครัวเป็นผู้ฝึกบุตรให้เป็นคนซื่อสัตย์อย่างแท้จริง มีวินัยในตนเองและรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ผู้ปกครองจะกันบุตรไม่ให้ดูโทรทัศน์ และเล่นเกมคอมพิวเตอร์ แต่จะอ่านหนังสือให้ฟังแทน หรือนำไปทำกิจกรรมต่างๆ เช่นเล่นกีฬา เรียนดนตรี ฝึกลูกเสือเนตนารี เด็กทุกคนจะได้รับบัตรห้องสมุดสาธารณะเมื่อเริ่มอ่านหนังสือได้ และจะมีการกระตุ้นให้เด็กไปแผนกหนังสือเด็กในห้องสมุดสาธารณะซึ่งมีอยู่ในทุกเมือง ชานเมือง หมู่บ้าน

สถาบันการศึกษา  โรงเรียนจะเน้นการสอบวัดความรู้ระดับชาติเป็นกลไกสำคัญที่ประกันว่า โรงเรียนทุกโรงเรียนต้องให้มีมาตรฐานเดียวกัน เพื่อว่าเด็กนักเรียนทุกคนสามารถสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลายได้ และโดยที่โรงเรียนทั้งหมดโน้มเอียงไปทางการสอบวัดความรู้ การเรียนการสอนจึงต้องมีมาตรฐานทัดเทียมกันทุกโรงเรียน และทุกพื้นที่ของประเทศ

ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศเกาหลีใต้ จะมีความโดดเด่นในเรื่องของสถาบันครอบครัว  สถาบันการศึกษา  และ การมีส่วนร่วมของสังคม ดังนี้

สถาบันครอบครัว จะยึดเกณฑ์คำสอนของขงจื๊อที่ว่า “ ทั่วทั้งจักรวาล มีเพียงครอบครัวเดียว ทุกสรรพสิ่งเกี่ยวข้องกัน” ทำให้ครอบครัวของคนเกาหลีมีระเบียบแบบแผนและมีความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกอย่างแน่นแฟ้น เด็กจะได้รับการสั่งสอนเรื่องวินัย การช่วยเหลือตนเอง การละอายต่อการกระทำผิด การรักการศึกษา   ประเทศเกาหลีมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสถาบันครอบครัวเข้มแข็ง เพราะเป็นรากฐานของสังคมในการปฏิรูปการศึกษา ยังได้คำนึงถึงการให้ความรู้แก่พ่อแม่ ด้วยการอบรมระยะสั้น ทั้งด้านการปลูกฝังคุณลักษณะที่เป็นประโยชน์ส่วนรวมและตระหนักถึงบทบาทของความเป็นพ่อแม่

สถาบันการศึกษา ประเทศเกาหลีถือ เป็นเรื่องเร่งด่วนของรัฐบาล คือการสร้างเกาหลีใหม่ด้วยการจัดระบบการศึกษาใหม่ ด้วยแนวคิดว่ารากฐานการศึกษาที่แข็งแกร่ง ย่อมนำพาให้เศรษฐกิจมั่นคง และการศึกษา ช่วยสร้างพลังความรู้ ปัญญา ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยี่ เชื่อว่า การศึกษาเป็นกระบวนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นมนุษย์ที่มีคุณค่ามีศักยภาพ การปฏิรูปการศึกษา มุ่งเน้นการพัฒนาการศึกษาให้ได้มาตรฐานโลก

การมีส่วนร่วมของสังคมในระดับต่าง ๆ  โครงการพัฒนาประเทศประสบผลสำเร็จ เพราะการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ในระดับชาติจนถึงชนบท นอกจากนี้ยังมีการมีส่วนร่วมจากสื่อมวลชน และการมีส่วนร่วมอย่างไม่เป็นทางการ เช่น ผู้อาวุโสทุกคนสามารถตักเตือนเด็กทุกคนได้แม้ไม่รู้จัก

ประเทศไต้หวัน ความโดดเด่นของประเทศไต้หวันมาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ องค์กรศาสนา และ  ผู้นำ ดังนี้

สถาบันศาสนา เป็นสถาบันที่สำคัญในการหล่อหลอมคุณธรรมจริยธรรมให้แก่คนไต้หวันที่ช่วยสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณธรรมจริยธรรม และยกระดับคุณธรรมจริยยธรรมของสังคมไต้หวันให้สูงขึ้น การวางรากฐานการพัฒนาด้านศาสนาของไต้หวัน ทำให้ประเทศพัฒนาอย่างสมดุลกว่าหลายประเทศ  ได้ปฏิรูปกรอบความคิดเดิมและแนวปฏิบัตินำมาปรับใช้ให้เข้ากับวิถีสมัยใหม่อย่างมีคุณค่า

ผู้นำที่เป็นแบบอย่าง

ผู้นำองค์กรของพุทธมหายานแต่ละหน่วย เป็นตัวอย่างที่โดดเด่น ทั้งด้านการปฏิบัติส่วนตัวและด้านการพานำทำกิจกรรมที่เป็นประโยชสร้างสรรค์สังคมในวงกว้าง

ผู้นำประเทศ ไต้หวันเติบโตมาได้ทุกวันนี้ เพราะบทบาทของรัฐบาลก๊กมินตั๋ง ซึ่งเป็นรัฐบาลในอุดมคติที่มีคุณธรรม ไม่มีปัญหาโกงกิน ผู้นำประเทศเจียงไคเช็ค เป็นผู้นำมือสะอาดและมีศีลธรรมในการดำเนินชีวิต

จากการสังเคราะห์งานวิจัยดังกล่าว พอสรุปได้ว่าปัจจัยที่ส่งผลสำเร็จต่อการจัดการศึกษา ของทั้ง 3 ประเทศ มาจาก 4 ปัจจัยหลัก คือ

1.      สถาบันครอบครัว

2.      นโยบายการจัดการศึกษา

3.      การมีส่วนร่วม

4.      มีผู้นำที่เป็นแบบอย่างได้

ดังนั้น ในการพัฒนาการศึกษาให้มีความทัดเทียมกับประเทศที่จัดการศึกษาได้ดี คงจะต้องสร้างปัจจัยหลักดังกล่าว เพื่อเป็นกระบวนการในการพัฒนาการศึกษาให้ได้ผลผลิตของผู้เรียนที่มีคุณภาพ

รีวิวโดย ครูอาซมิง  วามะ  ครูโรงเรียนบ้านลือมุ

 

 

เนื้อเรื่องย่อ | เรื่องนี้ถูกเขียนใน บทความ และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s