ยุทธศาสตร์ประเทศไทย…ตอนสถานการณ์ในประเทศไทย

ตอนนี้เรามักจะได้ยินคำว่าประเทศไทย 4.0 อยู่บ่อยครั้ง  ก่อนจะคุยเรื่องประเทศไทย 4.0 ผมอยากจะคุยเรื่องยุทธศาสตร์ประเทศไทย จะไล่ตั้งแต่ สถานการณ์ในประเทศไทย กับดักประเทศไทย การก้าวข้ามกับดักของประเทศ การมุ่งสู่การเป็นประเทศในโลกที่หนึ่ง บริบทของประเทศไทย ภารกิจหลักของรัฐบาลในการวางรากฐานของประเทศ การเผชิญกับดักประเทศของแต่ละประเทศ ประเทศไทยในศตวรรษแห่งความว่างเปล่า 7 ภารกิจหลักของรัฐบาลในการวางรากฐานประเทศ ดัชนี้วัดผลสัมฤทธิ์ของการเป็นประเทศในโลกที่หนึ่ง

วันนี้จะคุยเรื่องสถานการณ์ในประเทศไทย ในแง่ที่จะเข้าสู่ประเทศโลกที่หนึ่ง  หากพิจารณาประเทศต่าง ๆ ในประชาคมโลกตามระดับพัฒนาการเศรษฐกิจและการเมือง สามารถจำแนกออกได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

1) กลุ่มประเทศที่หนึ่ง  ได้แก่ กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

2) กลุ่มประเทศโลกที่สอง  ได้แก่ กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

3) กลุ่มประเทศโลกที่สาม  ได้แก่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในระยะเริ่มต้น

ประเทศไทยในปัจจุบันถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศโลกที่สอง นั่นคือ ประเทศไทยยังไม่สามารถก้าวพ้นการเมืองที่มีปัญหาและไร้เสถียรภาพ เพื่อไปสู่การเมืองที่เป็นประชาธิปไตยและมีเสถึยรภาพ พร้อม ๆ กันนั้นประเทศไทยยังไม่สามารถก้าวพ้นเศรษฐกิจที่มีความเปราะบาง อ่อนไหว ไปสู่เศรษฐกิจที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพได้

ประเด็นที่น่าสนใจ คือ หลายประเทศที่เมื่อก่อนอยู่ในโลกที่สองเหมือนกับประเทศไทย อย่างเกาหลีใต้ สิงค์โปร์ หรือแม้แต่มาเลเซีย แต่ปัจจุบันนี้ประเทศเหล่านี้ได้ก้าวขึ้นสู่ประเทศในโลกที่หนึ่งเรียบร้อยแล้ว และในขณะเดียวกัน ประเทศเพื่อนบ้านซึ่งปัจจุบันมีสถานะอยู่ในกลุ่มประเทศโลกที่สาม เช่น พม่า และเวียดนาม ก็มีแน้วโน้มจะสามารถยกระดับการพัฒนาประเทศให้อยู่ในกลุ่มประเทศโลกที่สองได้เป็นผลสำเร็จในเวลาอันใกล้นี้

โพสท์ใน ประเทศไทย 4.0, Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , | ใส่ความเห็น

Character Education

วันนี้มีคำศัพท์คำหนึ่ง คือ Character Education ซึ่งตรงกับเป็นนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการในการส่งเสริมการศึกษาเพื่อสร้างอุปนิสัยที่ดีงาม อาทิ นโยบายโรงเรียนคุณธรรม การสร้างเด็กให้มีวินัย การสอนเรื่องหลักคิด เป็นต้น

ความเป็นมาของคำนี้ สืบเนื่องจากพระดำรัสของสมเด็จพระสังฆ์ราชสกลมหาปริณายก ที่ได้ทรงตรัสกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตอนหนึ่ง ได้ทรงตรัสถึงความสำคัญของวิชา ” หน้าที่พลเมืองและธรรมจรรยา”

โพสท์ใน ความเคลื่่อนไหวทางการศึกษา, Uncategorized | ใส่ความเห็น

ทำไมโรงเรียนที่ดีที่สุดของสิงคโปร์จึงเลิกสนใจเรื่องการให้เกรด

%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8

สิงคโปร์ ประเทศที่มีเด็กนักเรียนเรียนเก่งที่สุดติดอันดับโลก นักเรียนของประเทศนี้ครองแชมป์ครองแชมป์อันดับหนึ่งของโลกในผลสอบ PISA และคว้าแชมป์การสอบแข่งขันระดับโลกหลายต่อหลายครั้ง

แม้ว่าเด็กสิงคโปร์จะทุ่มเทให้กับการเรียนมาก แต่ส่วนใหญ่ก็มาจากการผลักดันของพ่อแม่ สิงคโปร์มักได้รับการกล่าวขานว่า กดดันเด็ก ๆ ให้หมกมุ่นอยู่กับการเรียนในห้องเรียนเพื่อแข่งขันกับคนอื่น

แม้จะเรียนเก่งแค่ไหน แต่จากการสำรวจของบริษัทธุรกิจกว่า 100 แห่งในสิงคโปร์พบว่า นักเรียนสิงคโปร์มีทักษะทางเทคนิคที่ดี แต่ในด้านความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมนั้นแย่กว่าประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน บริษัทราว ๆ 1 ใน 3 บ่นว่าคนสิงคโปร์ไม่กล้าหาญที่จะเสี่ยง และไม่มีจิตวิญญาณของความป็นนักวิชาการ โดยเฉลี่ยต่ำกว่าคนจากประเทศอื่นๆ ในอาเซียนถึง 25%

มาวันนี้ วันที่สิงคโปร์ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของมาตรฐานทางการศึกษาโลก สิงคโปร์ตระหนักว่า การที่จะมาภูมิใจกับเรื่องเก่า ๆ ที่เคยประสบความสำเร็จไปแล้วของตนก็เหมือนอยู่นิ่ง ๆ ให้เพื่อนบ้านวิ่งแซงหน้าไป สิงคโปร์กำลังปรับเปลี่ยนเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องดังกล่าว….

เพื่อสร้างความเป็นนักประกอบการ เพื่อกระตุ้นให้เด็กนักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์และกล้าเสี่ยง เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนให้กับประเทศชาติ สิงคโปร์ปรับนโยบายการศึกษาใหม่ ลดการให้เกรด ทำให้การสอบง่ายขึ้น แต่ไปเน้นเรื่องนวัตกรรมใหม่ๆ ในระดับรากหญ้า

โรงเรียนรัฐหลายโรงเรียนในขณะนี้มีวิชาที่ไม่มีเกรด การสอบเข้ามหาวิทยาลัยมีคะแนน 10% ให้กับแอ๊บติจูดเทส และหน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงานเลิกจ้างคนเข้าทำงานโดยดูแต่เกรด

สิงคโปร์จะเลิกงมงายไร้สาระกับวามเป็นเลิศทางวิชาการ แต่หันไปเน้นทักษะด้านการประกอบการ และการท้าทายความคิดเห็นเก่า ๆ ซึ่งจะทำสิ่งเหล่านี้สำเร็จได้ด้วยการต้องถอดสมการของคำว่า “ข้อสอบยากๆ” ออกไปจากหัว เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ คือ ไอเดียใหม่ๆ  และทัศนคติของความเป็นผู้ประกอบการ

นักเรียนสิงคโปร์ในสมัยนี้ไม่ต้องนั่งกังวลเรื่องการสอบอีกแล้ว แต่โรงเรียนจะกระตุ้นให้พวกเขาแสดงออก เพื่อการพัฒนาศักยภาพที่เป็นตัวของตัวเองของเขา ผลสอบไล่ระดับประถม (PSLE) จะไม่ระบุเกรดอีกต่อไป

นักเรียนสิงคโปร์จะไม่ได้เรียนหนังสือเพื่อตามล่าเกรด แต่เขาจะเรียนเพราะการเรียนสามารถพัฒนาศักยภาพของเขาได้ และทำให้เขามีความสุข

อีกไม่นานนี้ โรงเรียนมัธยมจะมีสาขาวิชาที่หลากหลายมากขึ้น มีโครงการต่าง ๆ เช่น ผลิตหุ่นยนต์ การดูแลสิ่งแวดล้อม ดนตรีและศิลปะ เพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเองในทางอื่นๆ  ให้เด็กสิงคโปร์มีเรื่องอื่น ๆ ได้ทำนอกเหนือจากการอ่าน เขียนและคำนวณเลข

อึ้ง จี มิง รักษาการ รมต. ศึกษาของสิงคโปร์ ได้แถลงในรัฐสภาว่า “เราจะต้องช่วยนักเรียนของเราในการค้นหาความสนใจและความปรารถนาของตัวเขาเอง ว่าสิ่งที่เขาอยากทำจริงๆ นั้นคืออะไร”

“เราต้องช่วยเขาตัดสินใจเกี่ยวกับเส้นทางทางการศึกษาและอาชีพของเขาเอง โดยขึ้นอยู่กับความสนใจและจินตนาการของเขา”

“เราจะช่วยให้เขาพร้อมในการดำรงอยู่ในโลกใบนี้”

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

เปิดโครงการอบรม Smart Trainer รุ่นแรก

โรงแรมริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ – พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการ Smart Trainer : ผู้นำการนิเทศการจัดกิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” รุ่นที่ 1 เมื่อวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม 2558 ณ ห้องเรสซิเด้นซ์ โดยมีพลเอกสุทัศน์ กาญจนานนท์กุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ศึกษานิเทศก์ ผู้อำนวยการและรองอำนวยการสถานศึกษาจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา 124 เขต เข้าร่วมกว่า 500 คน

2015-10-06_123457

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า นโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ เป็นอีกหนึ่งโอกาสอันดีที่ชาวกระทรวงศึกษาธิการจะได้มีเวลาทบทวนการทำงานที่ผ่านมา และนำมาปรับวิธีการจัดการเรียนการสอนให้กับเด็กๆ อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีเป้าหมายที่จะต้องจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กมีความรู้ความสามารถ คิดเป็นวิเคราะห์ได้ ตลอดจนมีคุณธรรมจริยธรรม มีจิตใจที่ดีงาม สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ท้าทายต่อการทำงานเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะได้มีการเตรียมการเพื่อดำเนินนโยบายนี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว

การอบรมศึกษานิเทศก์และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็น Smart Trainer : ผู้นำการนิเทศการจัดกิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” รวมจำนวน 300 ทีม ในครั้งนี้ มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบายในระดับโรงเรียนมาก เพราะศึกษานิเทศก์จะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำกับโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการในระยะแรกกว่า 3,800 แห่ง

จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับนโยบายอย่างลึกซึ้ง สามารถทำงานเป็นทีมได้ มีเทคนิควิธีการในการจัดการเรียนรู้อย่างรอบด้าน ตลอดจนคอยผลักดันให้ครูมีบทบาทต่อกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ใน 3 ด้าน คือ บทบาทของผู้อำนวยความสะดวกให้กับนักเรียนในการหาความรู้ บทบาทของผู้สร้างแรงจูงใจ และบทบาทของผู้ให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษา และช่วยให้นักเรียนมีจิตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่ง Smart Trainer ทั้งหมดจะแบ่งเป็นทีมละ 3 คน มีศึกษานิเทศก์เป็นหัวหน้าทีมและเป็นผู้นำในการลงพื้นที่โรงเรียนในความรับผิดชอบประมาณ 10-13 แห่งต่อทีม โดยจะเริ่มตั้งแต่ช่วงเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 เป็นต้นไป

ในส่วนของการนิเทศกิจกรรมนั้น ได้เน้นย้ำให้ศึกษานิเทศก์ให้คำแนะนำโรงเรียนเกี่ยวกับการเลือกเมนูกิจกรรม ที่จะช่วยเสริมทักษะหลักทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านสติปัญญา (Head) ที่จะช่วยฝึกให้เด็กคิดเป็น วิเคราะห์เป็น มากกว่าแค่ท่องจำ คือสามารถนำไปประยุกต์ใช้ วิเคราะห์และสังเคราะห์ได้ 2) ด้านทัศนคติ (Heart) จะต้องปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม เคารพกฎกติกา และมีระเบียบวินัยควบคู่ไปด้วย 3) ด้านเรียนรู้และปฏิบัติจริง (Hand) ที่เปิดโอกาสให้ได้ฝึกปฏิบัติและเรียนรู้ด้วยตนเอง

นอกจากนี้ ขอให้เลือกกิจรรมที่มีความเหมาะสมกับบริบทและสิ่งแวดล้อมของแต่ละโรงเรียนด้วย ทั้งนี้ สพฐ.อยู่ระหว่างรวบรวมเมนูกิจกรรมของกระทรวง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชนต่างๆ ที่ต้องการจะเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีเมนูกิจกรรมให้โรงเรียนเลือกอย่างหลากหลายกว่า 400 กิจกรรม เป็นกิจกรรมที่ไม่ตายตัว โรงเรียนสามารถปรับเปลี่ยนกิจกรรมได้ตามระยะเวลา ตามความพร้อม และบริบทของแต่ละแห่ง

อย่าง ไรก็ตาม กระทรวงศึกษาธิการก็ต้องฝากความหวังไว้กับศึกษานิเทศก์ทุกคน ซึ่งเป็นทีมที่มีประสบการณ์จากการทำงานเกี่ยวกับด้านพัฒนาการเรียนการสอนโดย ใช้แนวทางพัฒนาการทางสมอง (Brain-based Learning : BBL) ในพื้นที่ต่างๆ และเชื่อว่าศึกษานิเทศก์จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายในช่วงต้น โครงการได้เป็นอย่างดี

เปิดโครงการอบรม Smart Trainer รุ่นแรก

เปิดโครงการอบรม Smart Trainer รุ่นแรก

โครงการ Smart Trainer : ผู้นำการนิเทศการจัดกิจกรรม
“ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้”

จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจนโยบายลดเวลาเรียนเพิ่ม เวลารู้ ให้กับศึกษานิเทศก์และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการนิเทศ การจัดกิจกรรมให้กับผู้นำการนิเทศในระดับเขตพื้นที่การศึกษา และเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการนิเทศศึกษา โดยกำหนดจัดอบรมตั้งแต่วันที่ 5-8 ตุลาคม 2558 ณ โรงแรมริเวอร์ไซด์ แบ่งเป็น 2 รุ่น ได้แก่

รุ่นที่ 1 ศึกษานิเทศก์ ผู้อำนวยการ และรองผู้อำนวยการสถานศึกษา จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา 450 คนจาก 124 เขต ในระหว่างวันที่ 5-6 ตุลาคม 2558

รุ่นที่ 2 ศึกษานิเทศก์ ผู้อำนวยการ และรองผู้อำนวยการสถานศึกษา จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา 300 คนจาก 59 เขต และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 150 คนจาก 42 เขต ในระหว่างวันที่ 78 ตุลาคม 2558

ทั้งนี้ มีวิทยากรผู้ให้ความรู้ ได้แก่ นายบุญรักษ์ ยอดเพชร ผู้ช่วยเลขาธิการ
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ
ด้านวิชาการและกระบวนการเรียนรู้ ตลอดจนวิทยากรจากสำนักวิชาการและมาตรฐาน สพฐ.ด้วย

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

แนวทางการบริหารจัดการ เวลาเรียน “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้”

แนวทางการบริหารจัดการ เวลาเรียน
“ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้”

พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับความคืบหน้าแนวทางการบริหารจัดการเวลาเรียนตามนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ (Moderate Class More Knowledge)” เมื่อวันอังคารที่ 22 กันยายน 2558

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จากการที่กระทรวงศึกษาธิการได้เริ่มดำเนินการวางแนวทางการบริหารจัดการเวลาเรียน ตามนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ (Moderate Class More Knowledge)” มาตั้งแต่สมัยพลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จนกระทั่งมีการหารือและดำเนินการตามแผนมาเป็นระยะ พบว่ามี 4 เรื่องหลักที่จะต้องดำเนินการเพื่อให้โครงการมีความสมบูรณ์ ดังนี้

1. หลักสูตร
ยืนยันกับผู้ปกครอง นักเรียน และครู ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนหลักสูตร แต่จะใช้วิธีปรับปรุงใน 2 ส่วน คือ
– เนื้อหาภายในแต่ละวิชาที่มีความซ้ำซ้อนจะต้องตัดออกไป โดยไม่ให้ส่งผลกระทบต่อตัวชี้วัด ซึ่งได้มีการหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติฯ (สทศ.) ในฐานะผู้จัดการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติ หรือ NT (National Test) และการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-NET (Ordinary National Educational Test) แล้ว
– การปรับโครงสร้างเวลาเรียนทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาใหม่ โดยมีรายละเอียดดังนี้
ระดับประถมศึกษา เดิมกำหนดเวลาเรียนไว้ไม่น้อยกว่า 1,000 ชั่วโมงต่อปี แต่ในความเป็นจริงใช้เวลาเรียนจริง 1,200-1,400 ชั่วโมงต่อปี จึงจะปรับโครงสร้างเวลาเรียนในห้องเรียนใหม่ ไม่เกิน 1,000 ชั่วโมงต่อปี หรือ 22 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพื่อให้มีการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะผู้เรียนในชั่วโมงที่เหลือ 8-13 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

2. กระบวนการจัดการเรียนรู้
ซึ่งจะแบ่งการดำเนินงาน ออกเป็น 3 ส่วน คือ

– จำนวนสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ โดยในขณะนี้มีโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ที่มีความพร้อมสมัครเข้าร่วมโครงการหลากหลายระดับ (ข้อมูล ณ วันที่ 22 กันยายน 2558 พบว่า มีโรงเรียนสมัครเข้าร่วมโครงการ จำนวนรวมทั้งสิ้น 2,948 โรงเรียน แบ่งเป็นโรงเรียนสังกัด สพป. 2,602 โรงเรียนจาก 137 เขตพื้นที่การศึกษา และโรงเรียนสังกัด สพม. 346 โรงเรียนจาก 32 เขตพื้นที่การศึกษา) คือ โรงเรียนอนุบาลจังหวัด โรงเรียนอนุบาลอำเภอ โรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก ตลอดจนโรงเรียนขยายโอกาสและโรงเรียนวัตถุประสงค์พิเศษ
– ครู ขณะนี้ สพฐ.ได้เตรียมการที่จะเตรียมความพร้อมให้กับครูใน 2 ส่วน คือ 1) การอบรม (Workshop) โรงเรียนนำร่องจัดการเรียนรู้สู่ “การลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ภาคเรียนที่ 2/2558 ใน 6 พื้นที่ เป็นเวลา 2 วัน ได้แก่ กรุงเทพมหานคร พิษณุโลก อุดรธานี สงขลา อุบลราชธานี และเชียงใหม่ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับครู 2) จัด Smart Trainer จำนวน 300 ทีม เพื่อเป็นทีมพิเศษลงไปดูแลให้ความช่วยเหลือครูในแต่ละโรงเรียนในสัดส่วน 1 ทีมต่อ 10 โรงเรียน ซึ่งทีมนี้เปรียบเสมือนศึกษานิเทศก์ที่จะคอยให้ความดูแล ติดตาม ให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด

– รูปแบบ/วิธีการจัดการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการได้ใช้ทฤษฎีการเรียนรู้ของเบนจามิน บลูม (Bloom et al, 1956) และคณะ ในการออกแบบการจัดการเรียนรู้แก่ผู้เรียน ซึ่งได้จำแนกจุดมุ่งหมายการเรียนรู้ออกเป็น 3 ด้าน คือ 1) ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) หรือสมอง ที่จะต้องฝึกให้เด็กรู้จักคิดตามหลักการการพัฒนาสมองของเด็กแต่ละช่วงวัย 2) ด้านเจตพิสัย (Affective Domain) หรือหัวใจ ที่จะต้องปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม ความมีวินัย ความเป็นชาติไทย รักสถาบันพระมหากษัตริย์ รู้จักสิทธิและหน้าที่ ฝึกให้มีทัศนคติที่ถูกที่ควร 3) ด้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) หรือมือ ก็คือการฝึกให้มีทักษะจากการปฏิบัติ

Head – Heart – Hand
สอดคล้องกับแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการที่ต้องการจะผลิตกำลังสายอาชีวศึกษาเพิ่มขึ้น ทำให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่อาจจะไปเรียนต่อสายอาชีวะ มีกระบวนการได้เรียนรู้ตัวเอง นอกจากนี้ทฤษฎีดังกล่าวยังสอดคล้องกับพระราชดำรัสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เกี่ยวกับองค์ 4 แห่งการจัดการศึกษา ซึ่งประกอบด้วย พุทธิศึกษา จริยศึกษา หัตถศึกษา และพลศึกษา
โดยมีรูปแบบ/วิธีการจัดการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมนอกห้องเรียน แบ่งเป็น 3 หมวด คือ
– สร้างเสริมสมรรถนะและการเรียนรู้ ซึ่งมีกลุ่มกิจกรรมพัฒนาด้านการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี การเรียนรู้ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ อาทิ กิจกรรมสนุกกับภาษาไทย หุ่นยนต์วิเศษ กลคณิตศาสตร์ เที่ยวไกลไร้พรมแดน นิทานหรรษา เป็นต้น

– สร้างเสริมคุณลักษณะและค่านิยม ซึ่งมีกลุ่มกิจกรรมปลูกฝังค่านิยมและจิตสำนึกการทำประโยชน์ต่อสังคม ปลูกฝังความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม ปลูกฝังและสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทย อาทิ กิจกรรมมือปราบขยะ ตามรอยพ่อ ลูกเสือเนตรนารี ยุวกาชาด ผู้บำเพ็ญประโยชน์ ภูมิใจในบ้านเกิด เป็นต้น

– สร้างเสริมทักษะการทำงาน การดำรงชีพ และทักษะชีวิต ซึ่งมีกลุ่มกิจกรรมตอบสนองความสนใจ ความถนัด และความต้องการของผู้เรียนตามความแตกต่างระหว่างบุคคล ฝึกการทำงาน ทักษะทางอาชีพ และอยู่อย่างพอเพียง พัฒนาความสามารถด้านการใช้ทักษะชีวิต สร้างเสริมสมรรถนะทางกาย อาทิ กิจกรรมร้องได้ ร้องดี ชีวีมีสุข ร้อยลูกปัด คู่ Buddy พี่รหัส วันกีฬาครอบครัว เป็นต้น

ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการเตรียมจะจัดประชุมสัมมนาผู้แทนหน่วยงานและองค์กร ที่จะร่วมจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์กับเด็กนักเรียนและสถานศึกษา ในวันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2558 เวลา 10.00 น. ซึ่งประกอบด้วยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงกลาโหม กระทรวงแรงงาน กระทรวงยุติธรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย กลุ่มศิลปินดารา ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (กรอ.อศ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) บริษัทเอกชนที่จัดทำโครงการรับผิดชอบต่อสังคมและ สิ่งแวดล้อมขององค์กร (CSR) ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการประชุมร่วมกับหน่วยงานและครูแล้ว จะทำให้มีกิจกรรมเรียนรู้เพิ่มขึ้นจากที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งเชื่อว่าทุกกิจกรรมจะตอบโจทย์ Head (สมอง) Heart (หัวใจ) และ Hand (มือ) ตามแต่ละช่วงวัยของผู้เรียนทั้งสิ้น

3) การวัดและประเมินผล
แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การประเมินทางวิชาการต่างๆ ซึ่งได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ไม่มีผลกระทบอย่างแน่นอน ส่วนการประเมินความสำเร็จของโครงการ จะมีการประเมินระหว่างเทอม 2 ครั้ง และประเมินหลังปิดเทอม 1 ครั้ง
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวย้ำว่า ในเรื่องของการประเมินผลเป็นเรื่องใหญ่ที่ให้ความสำคัญมาก เพราะเป็นตัวชี้ให้เห็นว่าส่วนใดสำเร็จ และมีส่วนใดที่ยังล้มเหลว จึงได้มอบให้ สพฐ. รวบรวมหัวข้อในการประเมินทั้งหมดมานำเสนอ ทั้งในส่วนการประเมินด้านวิชาการ และการประเมินความสุขของนักเรียน ผู้ปกครอง และครู เพื่อจะได้นำมาเป็นข้อมูลในการแก้ไขปัญหาต่างๆ พร้อมทั้งต้องตอบโจทย์ปัญหาด้านการศึกษาด้วย เช่น เด็กไทยเรียนมากและมีการบ้านจำนวนมาก ทำให้พ่อแม่และเด็กมีความเครียด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กไทยไม่ดีขึ้น เด็กไทยขาดทักษะชีวิต ขาดระเบียบวินัย เป็นต้น
ทั้งนี้ หากจำเป็นที่จะต้องนำบุคคลที่สามหรือหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญมาเป็นผู้ประเมิน ก็ต้องทำ เพื่อให้ได้คำตอบของการดำเนินงานที่ชัดเจน แต่จะต้องพิจารณาถึงรายละเอียดของวิธีการประเมินก่อนว่า เป็นการสร้างภาระให้กับครูหรือไม่อย่างไร ซึ่งในความเป็นจริงก็คงจะต้องมีภาระอยู่บ้าง แต่ไม่ควรจะมากเกินไป
ในส่วนการประเมินของครู ให้ความสำคัญและมีความเห็นใจมาก เพราะครูจะต้องได้รับการประเมินต่างๆ ที่ล้วนเป็นภาระกับครูทั้งสิ้น อีกทั้งยังมีครูบางคนที่เป็นครูที่เก่ง ครูดีในพื้นที่ห่างไกล และเป็นที่รักของลูกศิษย์ แต่อาจจะสอบไม่เป็น จึงจำเป็นที่กระทรวงศึกษาธิการจะต้องพัฒนาวิธีการประเมินครูในรูปแบบอื่นๆ นอกเหนือจากการสอบที่ไม่ควรสร้างภาระให้กับครูมากจนเกินไป โดยเตรียมที่จะพัฒนาการประเมินครูทั้งระบบอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นที่ “ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน” เป็นส่วนสำคัญของการประเมินด้วย

4) การทบทวนหลังการปฏิบัติ (AAR)
โดยจะดำเนินการทันทีหลังปิดเทอม เพื่อประมวลและรวบรวมปัญหาข้อขัดข้องต่างๆ จากการดำเนินโครงการ ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ทุกกลุ่ม โดยเฉพาะครูและสถานศึกษา เพื่อนำระบบ AAR (After Action Review) มาทบทวน ปรับปรุง แก้ไข ในการวางแผนดำเนินโครงการในปีการศึกษา 2559 ตลอดจนมีการศึกษารูปแบบการจัดการของโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จ เพื่อขยายไปยังโรงเรียนที่เหลือต่อไปด้วย

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

นโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้

          ในวงการศึกษา ณ เวลานี้ คงไม่มีอะไรที่จะ Hot เท่ากับนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ของ รมว.ศึกษาธิการ ของ พล.อ ดาว์พงศ์ รัตนสุวรรณ

          เรามาเกาะติดตามดูว่านโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ มีความเป็นมาอย่างไร ?

             พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยต่อสื่อมวลชนภายหลังการแถลงนโยบายด้านการศึกษา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม 2558 เกี่ยวกับนโยบาย  “การลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ : Moderate Class More Knowledge” ซึ่งจะเริ่มต้นนำร่องในโรงเรียนประถมศึกษาที่มีความพร้อม 3,500 แห่งในภาคเรียนที่ 2 ของปีการศึกษา 2558
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การประกาศนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ “การลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” เป็นแนวทางดำเนินการของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  เพื่อต้องการจะตอบโจทย์ว่า จะทำอย่างไรให้เด็ก ผู้ปกครอง และครู มีความสุขในการเรียนการสอน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้พิจารณาเรื่องเวลาเรียนของเด็กในปัจจุบันด้วย โดยแต่เดิมเด็กจะต้องเลิกเรียนเวลา 16.00 น. ก็จะเปลี่ยนเป็นเลิกเรียนในชั้นเรียนเวลา 14.00 น. เพื่อนำเวลา 2 ชั่วโมงนั้นไปจัดกิจกรรมเพิ่มเติมความรู้ให้แก่เด็ก เพื่อให้เด็กมีความสุขกับการเรียนรู้ ไม่มีความเครียด และไม่มีการบ้านเพิ่ม ซึ่งมั่นใจว่าจะทำให้เด็กมีความสุขในการเรียนมากขึ้น และผู้ปกครองก็จะมีความสุขเมื่อเห็นลูกมีความสุข และเชื่อว่าคุณครูก็คงจะมีความสุข

ทั้งนี้ เมื่อเลิกเรียนแล้ว ครูจะต้องดูแลเด็กในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย แต่หากผู้ปกครองท่านใดต้องการให้เด็กกลับไปบ้านในช่วงเวลาดังกล่าว เช่นอาจจะช่วยเลี้ยงน้องหรือช่วยทำงานบ้าน ก็สามารถกลับบ้านได้

ย้ำว่านโยบายการลดเวลาเรียน ไม่ใช่เพิ่งจะมาดำเนินการ หรือมีการบังคับให้ลดเวลาเรียนแต่อย่างใด แต่ สพฐ.ได้ดำเนินการมาก่อนแล้ว โดยตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณา มีการหารือเกี่ยวกับการลดวิชาเรียนที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อหลักสูตร ตลอดจนมีการวางแนวทางการดำเนินงานไว้เป็นระยะอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในขณะนี้ ดร. กมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำลังจัดทำแนวทางกิจกรรมเพื่อส่งไปยังโรงเรียนนำร่องจำนวนประมาณ 3,500 โรงเรียน หรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของจำนวนโรงเรียนสังกัด สพฐ.ทั้งหมด เพื่อทดลองใช้เป็นแนวทางดำเนินการ ตั้งแต่ช่วงเปิดภาคเรียนที่ 2 เป็นต้นไป จากนั้นจะมีระบบประเมินผล หากพบว่าส่วนใดยังบกพร่อง ก็จะแก้ไขปรับปรุงเสียก่อนที่จะขยายผลต่อไป

ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการ กพฐ. กล่าวถึงรูปแบบการจัดกิจกรรมหลังเลิกเรียนว่า จะกำหนดรูปแบบตัวอย่างประมาณ 5-6 รูปแบบ เพื่อให้โรงเรียนนำร่องนำไปปรับใช้ตามบริบทและความพร้อมของแต่ละโรงเรียน โดยใช้แนวคิด “สอนน้อย แต่เรียนรู้มาก : Teach Less Learn More” อาทิ การทำการบ้านในโรงเรียน การเรียนกับเพื่อนที่เก่งกว่า การช่วยสอนเสริมเด็กที่เรียนไม่ทัน การจัดกิจกรรมดนตรี กีฬา ศิลปะ เป็นต้น

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

นิเทศการสอนโดยใช้ทฤษฎีเชิงระบบ

นิเทศการจัดการเรียนการสอน1คุณภาพการศึกษาไทย มีการกล่าวถึงกันมากในปัจจุบันนี้ สืบเนื่องจากรายงานการประชุมเวทีเศรษฐกิจโลก “เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรั่ม” ที่จัดอันดับคุณภาพการศึกษาของไทยในกลุ่มประเทศอาเซียนอยู่ในอันดับที่ 8 ขณะที่กัมพูชา อันดับ 6 และเวียดนาม อันดับ 7 โดยผลการจัดอันดับนี้ระบุว่า เงินไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศมีระบบการศึกษาที่ดี และการที่ครูอาจารย์มีเงินเดือนสูงก็ไม่ได้มีผลทำให้ความสามารถในการสอนสูง ตามไปด้วย

ถือว่าเป็นภาระหน้าที่ของทุกคนที่ต้องช่วยกันโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในแวดวงการศึกษา ในบทความนี้ ผู้เขียนในฐานะผู้บริหารสถานศึกษา จึงได้ตระหนักกับคุณภาพการศึกษา จึงได้คิดค้นวิธีการที่จะยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สูงขึ้น โดยตั้งบนข้อสมมุติฐานว่า คุณภาพการศึกษาจะเกิดได้ ก็ต่อเมื่อครูผู้สอนมีคุณภาพ มาเป็นปัจจัยต้น ๆ

ผู้เขียนจึงได้ทดลอง โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงพัฒนามาใช้ โดยการนิเทศการสอนโดยนำทฤษฎีเชิงระบบมาเป็นตัวขับเคลือน โดยมีวิธีการดังนี้

Input : คือขั้นตอนการเตรียมครู โดยการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการในการเขียนแผนจัดการเรียนรู้ โดยเน้นการเขียนแผนอย่างมีคุณภาพ ให้มีคุณครูมีการศึกษาหลักสูตร และวิเคราะห์หลักสูตร แล้วจึงมาเขียนแผนจัดการเรียนรู้ ที่ต้องประกอบด้วย ใบงาน แบบประเมินผล  ซึ่งในขั้นตอนนี้ จากประสบการณ์ของผู้เขียน พบว่าครูส่วนใหญ่ ไม่ได้ศึกษาหลักสูตร หรือศึกษาหลักสูตรไม่จริงจัง น่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณภาพการศึกษาตกต่ำ

Process : คือ การตอนการนำแผนจัดการเรียนรู้ไปใช้  ในขั้นตอนนี้ผู้เขียนต้องการติดตามและประเมินผลว่าคุณครูได้ใช้แผนจัดการเรียนรู้ตามที่เขียนหรือไม่? และใช้แผนได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือเปล่า?

Output : คือ นักเรียนบรรลุตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้ตามแผนหรือเปล่า ? มากน้อยจำนวนเท่าไร? ซึ่งในขั้นตอนนี้ เป็นเรื่องคุณภาพล้วน ๆ ที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าคุณครูสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่? และจะเป็นการ Recheck ตัวครูเองด้วย สอนได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่?

Outcome : คือ การวัดความพึงพอใจของนักเรียน ผู้ปกครองนักเรียน และกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียน มีความพึงพอใจของการสอนของครูหรือไม่? ซึ่งในขั้นตอนนี้ผู้เขียนยังไม่ได้ทำการประเมิน เนื่องจากกิจกรรมนี้เพิ่งจะเริ่มทดสอบ

ข้อสังเกต : ถ้าครูได้เขียนแผนจัดการเรียนรู้อย่างถูกต้อง ได้เตรียมตัวสอนมาเป็นอย่างดี จะส่งผลให้นักเรียนเรียนอย่างสนุก

ได้ผลอย่างไร ผู้เขียนจะมาเขียนให้อ่านในโอกาสต่อไป

โพสท์ใน บทความ | ติดป้ายกำกับ | 4 ความเห็น