เปิดโครงการอบรม Smart Trainer รุ่นแรก

โรงแรมริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ – พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการ Smart Trainer : ผู้นำการนิเทศการจัดกิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” รุ่นที่ 1 เมื่อวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม 2558 ณ ห้องเรสซิเด้นซ์ โดยมีพลเอกสุทัศน์ กาญจนานนท์กุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ศึกษานิเทศก์ ผู้อำนวยการและรองอำนวยการสถานศึกษาจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา 124 เขต เข้าร่วมกว่า 500 คน

2015-10-06_123457

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า นโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ เป็นอีกหนึ่งโอกาสอันดีที่ชาวกระทรวงศึกษาธิการจะได้มีเวลาทบทวนการทำงานที่ผ่านมา และนำมาปรับวิธีการจัดการเรียนการสอนให้กับเด็กๆ อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีเป้าหมายที่จะต้องจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กมีความรู้ความสามารถ คิดเป็นวิเคราะห์ได้ ตลอดจนมีคุณธรรมจริยธรรม มีจิตใจที่ดีงาม สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ท้าทายต่อการทำงานเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะได้มีการเตรียมการเพื่อดำเนินนโยบายนี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว

การอบรมศึกษานิเทศก์และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็น Smart Trainer : ผู้นำการนิเทศการจัดกิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” รวมจำนวน 300 ทีม ในครั้งนี้ มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบายในระดับโรงเรียนมาก เพราะศึกษานิเทศก์จะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำกับโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการในระยะแรกกว่า 3,800 แห่ง

จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับนโยบายอย่างลึกซึ้ง สามารถทำงานเป็นทีมได้ มีเทคนิควิธีการในการจัดการเรียนรู้อย่างรอบด้าน ตลอดจนคอยผลักดันให้ครูมีบทบาทต่อกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ใน 3 ด้าน คือ บทบาทของผู้อำนวยความสะดวกให้กับนักเรียนในการหาความรู้ บทบาทของผู้สร้างแรงจูงใจ และบทบาทของผู้ให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษา และช่วยให้นักเรียนมีจิตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่ง Smart Trainer ทั้งหมดจะแบ่งเป็นทีมละ 3 คน มีศึกษานิเทศก์เป็นหัวหน้าทีมและเป็นผู้นำในการลงพื้นที่โรงเรียนในความรับผิดชอบประมาณ 10-13 แห่งต่อทีม โดยจะเริ่มตั้งแต่ช่วงเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 เป็นต้นไป

ในส่วนของการนิเทศกิจกรรมนั้น ได้เน้นย้ำให้ศึกษานิเทศก์ให้คำแนะนำโรงเรียนเกี่ยวกับการเลือกเมนูกิจกรรม ที่จะช่วยเสริมทักษะหลักทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านสติปัญญา (Head) ที่จะช่วยฝึกให้เด็กคิดเป็น วิเคราะห์เป็น มากกว่าแค่ท่องจำ คือสามารถนำไปประยุกต์ใช้ วิเคราะห์และสังเคราะห์ได้ 2) ด้านทัศนคติ (Heart) จะต้องปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม เคารพกฎกติกา และมีระเบียบวินัยควบคู่ไปด้วย 3) ด้านเรียนรู้และปฏิบัติจริง (Hand) ที่เปิดโอกาสให้ได้ฝึกปฏิบัติและเรียนรู้ด้วยตนเอง

นอกจากนี้ ขอให้เลือกกิจรรมที่มีความเหมาะสมกับบริบทและสิ่งแวดล้อมของแต่ละโรงเรียนด้วย ทั้งนี้ สพฐ.อยู่ระหว่างรวบรวมเมนูกิจกรรมของกระทรวง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชนต่างๆ ที่ต้องการจะเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีเมนูกิจกรรมให้โรงเรียนเลือกอย่างหลากหลายกว่า 400 กิจกรรม เป็นกิจกรรมที่ไม่ตายตัว โรงเรียนสามารถปรับเปลี่ยนกิจกรรมได้ตามระยะเวลา ตามความพร้อม และบริบทของแต่ละแห่ง

อย่าง ไรก็ตาม กระทรวงศึกษาธิการก็ต้องฝากความหวังไว้กับศึกษานิเทศก์ทุกคน ซึ่งเป็นทีมที่มีประสบการณ์จากการทำงานเกี่ยวกับด้านพัฒนาการเรียนการสอนโดย ใช้แนวทางพัฒนาการทางสมอง (Brain-based Learning : BBL) ในพื้นที่ต่างๆ และเชื่อว่าศึกษานิเทศก์จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายในช่วงต้น โครงการได้เป็นอย่างดี

เปิดโครงการอบรม Smart Trainer รุ่นแรก

เปิดโครงการอบรม Smart Trainer รุ่นแรก

โครงการ Smart Trainer : ผู้นำการนิเทศการจัดกิจกรรม
“ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้”

จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจนโยบายลดเวลาเรียนเพิ่ม เวลารู้ ให้กับศึกษานิเทศก์และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการนิเทศ การจัดกิจกรรมให้กับผู้นำการนิเทศในระดับเขตพื้นที่การศึกษา และเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการนิเทศศึกษา โดยกำหนดจัดอบรมตั้งแต่วันที่ 5-8 ตุลาคม 2558 ณ โรงแรมริเวอร์ไซด์ แบ่งเป็น 2 รุ่น ได้แก่

รุ่นที่ 1 ศึกษานิเทศก์ ผู้อำนวยการ และรองผู้อำนวยการสถานศึกษา จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา 450 คนจาก 124 เขต ในระหว่างวันที่ 5-6 ตุลาคม 2558

รุ่นที่ 2 ศึกษานิเทศก์ ผู้อำนวยการ และรองผู้อำนวยการสถานศึกษา จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา 300 คนจาก 59 เขต และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 150 คนจาก 42 เขต ในระหว่างวันที่ 78 ตุลาคม 2558

ทั้งนี้ มีวิทยากรผู้ให้ความรู้ ได้แก่ นายบุญรักษ์ ยอดเพชร ผู้ช่วยเลขาธิการ
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ
ด้านวิชาการและกระบวนการเรียนรู้ ตลอดจนวิทยากรจากสำนักวิชาการและมาตรฐาน สพฐ.ด้วย

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

แนวทางการบริหารจัดการ เวลาเรียน “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้”

แนวทางการบริหารจัดการ เวลาเรียน
“ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้”

พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับความคืบหน้าแนวทางการบริหารจัดการเวลาเรียนตามนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ (Moderate Class More Knowledge)” เมื่อวันอังคารที่ 22 กันยายน 2558

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จากการที่กระทรวงศึกษาธิการได้เริ่มดำเนินการวางแนวทางการบริหารจัดการเวลาเรียน ตามนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ (Moderate Class More Knowledge)” มาตั้งแต่สมัยพลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จนกระทั่งมีการหารือและดำเนินการตามแผนมาเป็นระยะ พบว่ามี 4 เรื่องหลักที่จะต้องดำเนินการเพื่อให้โครงการมีความสมบูรณ์ ดังนี้

1. หลักสูตร
ยืนยันกับผู้ปกครอง นักเรียน และครู ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนหลักสูตร แต่จะใช้วิธีปรับปรุงใน 2 ส่วน คือ
– เนื้อหาภายในแต่ละวิชาที่มีความซ้ำซ้อนจะต้องตัดออกไป โดยไม่ให้ส่งผลกระทบต่อตัวชี้วัด ซึ่งได้มีการหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติฯ (สทศ.) ในฐานะผู้จัดการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติ หรือ NT (National Test) และการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-NET (Ordinary National Educational Test) แล้ว
– การปรับโครงสร้างเวลาเรียนทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาใหม่ โดยมีรายละเอียดดังนี้
ระดับประถมศึกษา เดิมกำหนดเวลาเรียนไว้ไม่น้อยกว่า 1,000 ชั่วโมงต่อปี แต่ในความเป็นจริงใช้เวลาเรียนจริง 1,200-1,400 ชั่วโมงต่อปี จึงจะปรับโครงสร้างเวลาเรียนในห้องเรียนใหม่ ไม่เกิน 1,000 ชั่วโมงต่อปี หรือ 22 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพื่อให้มีการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะผู้เรียนในชั่วโมงที่เหลือ 8-13 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

2. กระบวนการจัดการเรียนรู้
ซึ่งจะแบ่งการดำเนินงาน ออกเป็น 3 ส่วน คือ

– จำนวนสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ โดยในขณะนี้มีโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ที่มีความพร้อมสมัครเข้าร่วมโครงการหลากหลายระดับ (ข้อมูล ณ วันที่ 22 กันยายน 2558 พบว่า มีโรงเรียนสมัครเข้าร่วมโครงการ จำนวนรวมทั้งสิ้น 2,948 โรงเรียน แบ่งเป็นโรงเรียนสังกัด สพป. 2,602 โรงเรียนจาก 137 เขตพื้นที่การศึกษา และโรงเรียนสังกัด สพม. 346 โรงเรียนจาก 32 เขตพื้นที่การศึกษา) คือ โรงเรียนอนุบาลจังหวัด โรงเรียนอนุบาลอำเภอ โรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก ตลอดจนโรงเรียนขยายโอกาสและโรงเรียนวัตถุประสงค์พิเศษ
– ครู ขณะนี้ สพฐ.ได้เตรียมการที่จะเตรียมความพร้อมให้กับครูใน 2 ส่วน คือ 1) การอบรม (Workshop) โรงเรียนนำร่องจัดการเรียนรู้สู่ “การลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ภาคเรียนที่ 2/2558 ใน 6 พื้นที่ เป็นเวลา 2 วัน ได้แก่ กรุงเทพมหานคร พิษณุโลก อุดรธานี สงขลา อุบลราชธานี และเชียงใหม่ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับครู 2) จัด Smart Trainer จำนวน 300 ทีม เพื่อเป็นทีมพิเศษลงไปดูแลให้ความช่วยเหลือครูในแต่ละโรงเรียนในสัดส่วน 1 ทีมต่อ 10 โรงเรียน ซึ่งทีมนี้เปรียบเสมือนศึกษานิเทศก์ที่จะคอยให้ความดูแล ติดตาม ให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด

– รูปแบบ/วิธีการจัดการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการได้ใช้ทฤษฎีการเรียนรู้ของเบนจามิน บลูม (Bloom et al, 1956) และคณะ ในการออกแบบการจัดการเรียนรู้แก่ผู้เรียน ซึ่งได้จำแนกจุดมุ่งหมายการเรียนรู้ออกเป็น 3 ด้าน คือ 1) ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) หรือสมอง ที่จะต้องฝึกให้เด็กรู้จักคิดตามหลักการการพัฒนาสมองของเด็กแต่ละช่วงวัย 2) ด้านเจตพิสัย (Affective Domain) หรือหัวใจ ที่จะต้องปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม ความมีวินัย ความเป็นชาติไทย รักสถาบันพระมหากษัตริย์ รู้จักสิทธิและหน้าที่ ฝึกให้มีทัศนคติที่ถูกที่ควร 3) ด้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) หรือมือ ก็คือการฝึกให้มีทักษะจากการปฏิบัติ

Head – Heart – Hand
สอดคล้องกับแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการที่ต้องการจะผลิตกำลังสายอาชีวศึกษาเพิ่มขึ้น ทำให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่อาจจะไปเรียนต่อสายอาชีวะ มีกระบวนการได้เรียนรู้ตัวเอง นอกจากนี้ทฤษฎีดังกล่าวยังสอดคล้องกับพระราชดำรัสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เกี่ยวกับองค์ 4 แห่งการจัดการศึกษา ซึ่งประกอบด้วย พุทธิศึกษา จริยศึกษา หัตถศึกษา และพลศึกษา
โดยมีรูปแบบ/วิธีการจัดการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมนอกห้องเรียน แบ่งเป็น 3 หมวด คือ
– สร้างเสริมสมรรถนะและการเรียนรู้ ซึ่งมีกลุ่มกิจกรรมพัฒนาด้านการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี การเรียนรู้ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ อาทิ กิจกรรมสนุกกับภาษาไทย หุ่นยนต์วิเศษ กลคณิตศาสตร์ เที่ยวไกลไร้พรมแดน นิทานหรรษา เป็นต้น

– สร้างเสริมคุณลักษณะและค่านิยม ซึ่งมีกลุ่มกิจกรรมปลูกฝังค่านิยมและจิตสำนึกการทำประโยชน์ต่อสังคม ปลูกฝังความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม ปลูกฝังและสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทย อาทิ กิจกรรมมือปราบขยะ ตามรอยพ่อ ลูกเสือเนตรนารี ยุวกาชาด ผู้บำเพ็ญประโยชน์ ภูมิใจในบ้านเกิด เป็นต้น

– สร้างเสริมทักษะการทำงาน การดำรงชีพ และทักษะชีวิต ซึ่งมีกลุ่มกิจกรรมตอบสนองความสนใจ ความถนัด และความต้องการของผู้เรียนตามความแตกต่างระหว่างบุคคล ฝึกการทำงาน ทักษะทางอาชีพ และอยู่อย่างพอเพียง พัฒนาความสามารถด้านการใช้ทักษะชีวิต สร้างเสริมสมรรถนะทางกาย อาทิ กิจกรรมร้องได้ ร้องดี ชีวีมีสุข ร้อยลูกปัด คู่ Buddy พี่รหัส วันกีฬาครอบครัว เป็นต้น

ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการเตรียมจะจัดประชุมสัมมนาผู้แทนหน่วยงานและองค์กร ที่จะร่วมจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์กับเด็กนักเรียนและสถานศึกษา ในวันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2558 เวลา 10.00 น. ซึ่งประกอบด้วยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงกลาโหม กระทรวงแรงงาน กระทรวงยุติธรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย กลุ่มศิลปินดารา ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (กรอ.อศ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) บริษัทเอกชนที่จัดทำโครงการรับผิดชอบต่อสังคมและ สิ่งแวดล้อมขององค์กร (CSR) ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการประชุมร่วมกับหน่วยงานและครูแล้ว จะทำให้มีกิจกรรมเรียนรู้เพิ่มขึ้นจากที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งเชื่อว่าทุกกิจกรรมจะตอบโจทย์ Head (สมอง) Heart (หัวใจ) และ Hand (มือ) ตามแต่ละช่วงวัยของผู้เรียนทั้งสิ้น

3) การวัดและประเมินผล
แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การประเมินทางวิชาการต่างๆ ซึ่งได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ไม่มีผลกระทบอย่างแน่นอน ส่วนการประเมินความสำเร็จของโครงการ จะมีการประเมินระหว่างเทอม 2 ครั้ง และประเมินหลังปิดเทอม 1 ครั้ง
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวย้ำว่า ในเรื่องของการประเมินผลเป็นเรื่องใหญ่ที่ให้ความสำคัญมาก เพราะเป็นตัวชี้ให้เห็นว่าส่วนใดสำเร็จ และมีส่วนใดที่ยังล้มเหลว จึงได้มอบให้ สพฐ. รวบรวมหัวข้อในการประเมินทั้งหมดมานำเสนอ ทั้งในส่วนการประเมินด้านวิชาการ และการประเมินความสุขของนักเรียน ผู้ปกครอง และครู เพื่อจะได้นำมาเป็นข้อมูลในการแก้ไขปัญหาต่างๆ พร้อมทั้งต้องตอบโจทย์ปัญหาด้านการศึกษาด้วย เช่น เด็กไทยเรียนมากและมีการบ้านจำนวนมาก ทำให้พ่อแม่และเด็กมีความเครียด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กไทยไม่ดีขึ้น เด็กไทยขาดทักษะชีวิต ขาดระเบียบวินัย เป็นต้น
ทั้งนี้ หากจำเป็นที่จะต้องนำบุคคลที่สามหรือหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญมาเป็นผู้ประเมิน ก็ต้องทำ เพื่อให้ได้คำตอบของการดำเนินงานที่ชัดเจน แต่จะต้องพิจารณาถึงรายละเอียดของวิธีการประเมินก่อนว่า เป็นการสร้างภาระให้กับครูหรือไม่อย่างไร ซึ่งในความเป็นจริงก็คงจะต้องมีภาระอยู่บ้าง แต่ไม่ควรจะมากเกินไป
ในส่วนการประเมินของครู ให้ความสำคัญและมีความเห็นใจมาก เพราะครูจะต้องได้รับการประเมินต่างๆ ที่ล้วนเป็นภาระกับครูทั้งสิ้น อีกทั้งยังมีครูบางคนที่เป็นครูที่เก่ง ครูดีในพื้นที่ห่างไกล และเป็นที่รักของลูกศิษย์ แต่อาจจะสอบไม่เป็น จึงจำเป็นที่กระทรวงศึกษาธิการจะต้องพัฒนาวิธีการประเมินครูในรูปแบบอื่นๆ นอกเหนือจากการสอบที่ไม่ควรสร้างภาระให้กับครูมากจนเกินไป โดยเตรียมที่จะพัฒนาการประเมินครูทั้งระบบอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นที่ “ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน” เป็นส่วนสำคัญของการประเมินด้วย

4) การทบทวนหลังการปฏิบัติ (AAR)
โดยจะดำเนินการทันทีหลังปิดเทอม เพื่อประมวลและรวบรวมปัญหาข้อขัดข้องต่างๆ จากการดำเนินโครงการ ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ทุกกลุ่ม โดยเฉพาะครูและสถานศึกษา เพื่อนำระบบ AAR (After Action Review) มาทบทวน ปรับปรุง แก้ไข ในการวางแผนดำเนินโครงการในปีการศึกษา 2559 ตลอดจนมีการศึกษารูปแบบการจัดการของโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จ เพื่อขยายไปยังโรงเรียนที่เหลือต่อไปด้วย

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

นโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้

          ในวงการศึกษา ณ เวลานี้ คงไม่มีอะไรที่จะ Hot เท่ากับนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ของ รมว.ศึกษาธิการ ของ พล.อ ดาว์พงศ์ รัตนสุวรรณ

          เรามาเกาะติดตามดูว่านโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ มีความเป็นมาอย่างไร ?

             พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยต่อสื่อมวลชนภายหลังการแถลงนโยบายด้านการศึกษา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม 2558 เกี่ยวกับนโยบาย  “การลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ : Moderate Class More Knowledge” ซึ่งจะเริ่มต้นนำร่องในโรงเรียนประถมศึกษาที่มีความพร้อม 3,500 แห่งในภาคเรียนที่ 2 ของปีการศึกษา 2558
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การประกาศนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ “การลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” เป็นแนวทางดำเนินการของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  เพื่อต้องการจะตอบโจทย์ว่า จะทำอย่างไรให้เด็ก ผู้ปกครอง และครู มีความสุขในการเรียนการสอน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้พิจารณาเรื่องเวลาเรียนของเด็กในปัจจุบันด้วย โดยแต่เดิมเด็กจะต้องเลิกเรียนเวลา 16.00 น. ก็จะเปลี่ยนเป็นเลิกเรียนในชั้นเรียนเวลา 14.00 น. เพื่อนำเวลา 2 ชั่วโมงนั้นไปจัดกิจกรรมเพิ่มเติมความรู้ให้แก่เด็ก เพื่อให้เด็กมีความสุขกับการเรียนรู้ ไม่มีความเครียด และไม่มีการบ้านเพิ่ม ซึ่งมั่นใจว่าจะทำให้เด็กมีความสุขในการเรียนมากขึ้น และผู้ปกครองก็จะมีความสุขเมื่อเห็นลูกมีความสุข และเชื่อว่าคุณครูก็คงจะมีความสุข

ทั้งนี้ เมื่อเลิกเรียนแล้ว ครูจะต้องดูแลเด็กในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย แต่หากผู้ปกครองท่านใดต้องการให้เด็กกลับไปบ้านในช่วงเวลาดังกล่าว เช่นอาจจะช่วยเลี้ยงน้องหรือช่วยทำงานบ้าน ก็สามารถกลับบ้านได้

ย้ำว่านโยบายการลดเวลาเรียน ไม่ใช่เพิ่งจะมาดำเนินการ หรือมีการบังคับให้ลดเวลาเรียนแต่อย่างใด แต่ สพฐ.ได้ดำเนินการมาก่อนแล้ว โดยตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณา มีการหารือเกี่ยวกับการลดวิชาเรียนที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อหลักสูตร ตลอดจนมีการวางแนวทางการดำเนินงานไว้เป็นระยะอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในขณะนี้ ดร. กมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำลังจัดทำแนวทางกิจกรรมเพื่อส่งไปยังโรงเรียนนำร่องจำนวนประมาณ 3,500 โรงเรียน หรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของจำนวนโรงเรียนสังกัด สพฐ.ทั้งหมด เพื่อทดลองใช้เป็นแนวทางดำเนินการ ตั้งแต่ช่วงเปิดภาคเรียนที่ 2 เป็นต้นไป จากนั้นจะมีระบบประเมินผล หากพบว่าส่วนใดยังบกพร่อง ก็จะแก้ไขปรับปรุงเสียก่อนที่จะขยายผลต่อไป

ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการ กพฐ. กล่าวถึงรูปแบบการจัดกิจกรรมหลังเลิกเรียนว่า จะกำหนดรูปแบบตัวอย่างประมาณ 5-6 รูปแบบ เพื่อให้โรงเรียนนำร่องนำไปปรับใช้ตามบริบทและความพร้อมของแต่ละโรงเรียน โดยใช้แนวคิด “สอนน้อย แต่เรียนรู้มาก : Teach Less Learn More” อาทิ การทำการบ้านในโรงเรียน การเรียนกับเพื่อนที่เก่งกว่า การช่วยสอนเสริมเด็กที่เรียนไม่ทัน การจัดกิจกรรมดนตรี กีฬา ศิลปะ เป็นต้น

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

นิเทศการสอนโดยใช้ทฤษฎีเชิงระบบ

นิเทศการจัดการเรียนการสอน1คุณภาพการศึกษาไทย มีการกล่าวถึงกันมากในปัจจุบันนี้ สืบเนื่องจากรายงานการประชุมเวทีเศรษฐกิจโลก “เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรั่ม” ที่จัดอันดับคุณภาพการศึกษาของไทยในกลุ่มประเทศอาเซียนอยู่ในอันดับที่ 8 ขณะที่กัมพูชา อันดับ 6 และเวียดนาม อันดับ 7 โดยผลการจัดอันดับนี้ระบุว่า เงินไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศมีระบบการศึกษาที่ดี และการที่ครูอาจารย์มีเงินเดือนสูงก็ไม่ได้มีผลทำให้ความสามารถในการสอนสูง ตามไปด้วย

ถือว่าเป็นภาระหน้าที่ของทุกคนที่ต้องช่วยกันโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในแวดวงการศึกษา ในบทความนี้ ผู้เขียนในฐานะผู้บริหารสถานศึกษา จึงได้ตระหนักกับคุณภาพการศึกษา จึงได้คิดค้นวิธีการที่จะยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สูงขึ้น โดยตั้งบนข้อสมมุติฐานว่า คุณภาพการศึกษาจะเกิดได้ ก็ต่อเมื่อครูผู้สอนมีคุณภาพ มาเป็นปัจจัยต้น ๆ

ผู้เขียนจึงได้ทดลอง โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงพัฒนามาใช้ โดยการนิเทศการสอนโดยนำทฤษฎีเชิงระบบมาเป็นตัวขับเคลือน โดยมีวิธีการดังนี้

Input : คือขั้นตอนการเตรียมครู โดยการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการในการเขียนแผนจัดการเรียนรู้ โดยเน้นการเขียนแผนอย่างมีคุณภาพ ให้มีคุณครูมีการศึกษาหลักสูตร และวิเคราะห์หลักสูตร แล้วจึงมาเขียนแผนจัดการเรียนรู้ ที่ต้องประกอบด้วย ใบงาน แบบประเมินผล  ซึ่งในขั้นตอนนี้ จากประสบการณ์ของผู้เขียน พบว่าครูส่วนใหญ่ ไม่ได้ศึกษาหลักสูตร หรือศึกษาหลักสูตรไม่จริงจัง น่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณภาพการศึกษาตกต่ำ

Process : คือ การตอนการนำแผนจัดการเรียนรู้ไปใช้  ในขั้นตอนนี้ผู้เขียนต้องการติดตามและประเมินผลว่าคุณครูได้ใช้แผนจัดการเรียนรู้ตามที่เขียนหรือไม่? และใช้แผนได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือเปล่า?

Output : คือ นักเรียนบรรลุตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้ตามแผนหรือเปล่า ? มากน้อยจำนวนเท่าไร? ซึ่งในขั้นตอนนี้ เป็นเรื่องคุณภาพล้วน ๆ ที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าคุณครูสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่? และจะเป็นการ Recheck ตัวครูเองด้วย สอนได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่?

Outcome : คือ การวัดความพึงพอใจของนักเรียน ผู้ปกครองนักเรียน และกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียน มีความพึงพอใจของการสอนของครูหรือไม่? ซึ่งในขั้นตอนนี้ผู้เขียนยังไม่ได้ทำการประเมิน เนื่องจากกิจกรรมนี้เพิ่งจะเริ่มทดสอบ

ข้อสังเกต : ถ้าครูได้เขียนแผนจัดการเรียนรู้อย่างถูกต้อง ได้เตรียมตัวสอนมาเป็นอย่างดี จะส่งผลให้นักเรียนเรียนอย่างสนุก

ได้ผลอย่างไร ผู้เขียนจะมาเขียนให้อ่านในโอกาสต่อไป

โพสท์ใน บทความ | ติดป้ายกำกับ | 4 ความเห็น

รีวิวการศึกษาของประเทศญีปุ่น

สังคมญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมาก เด็กๆจะได้รับการศึกษาใน 3 ทาง ได้แก่ เรียนโรงเรียนรัฐบาลสำหรับการศึกษาภาคบังคับ เรียนโรงเรียนเอกชนสำหรับการศึกษาภาคบังคับ หรือ เรียนโรงเรียนเอกชนที่ไม่ได้ยึดมาตรฐานของกระทรวงการศึกษา วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (MEXT)

วัฒนธรรมญี่ปุ่นสอนให้เคารพต่อสังคมและมีการสร้างแรงจูงใจให้อยู่รวมเป็นกลุ่มโดยให้รางวัลเป็นกลุ่มมากกว่าจะให้รางวัลเป็นบุคคล การศึกษาของญี่ปุ่นเน้นหนักในเรื่องความขยัน การตำหนิตนเอง และอุปนิสัยการเรียนรู้ที่ดี ชาวญี่ปุ่นถูกปลูกฝังว่าการทำงานหนักและความขยันหมั่นเพียรจะทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิต โรงเรียนจึงอุทิศให้กับการสอนทัศนคติ คุณธรรม จริยธรรมให้กับนักเรียนทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อที่จะพัฒนาอุปนิสัยและมีเป้าหมายในการสร้างประชากรที่สามารถอ่านออกเขียนได้ และปรับตัวให้เข้ากับค่านิยมและวัฒนธรรมของสังคมได้

ความสำเร็จทางการศึกษาของญี่ปุ่นอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล ในการสอบวัดความรู้ด้านคณิตศาสตร์นานาชาติ เด็กญี่ปุ่นถูกจัดให้อยู่ในอันดับต้นๆมาโดยตลอด ระบบนี้เป็นผลมาจากการสมัครเข้าเรียนสูง ตลอดจนอัตราการรับ ระบบการสอบเข้า (การสอบเอนทรานซ์) โดยเฉพาะในระดับมหาวิทยาลัยมีอิทธิพลต่อการศึกษาทั้งระบบเป็นอย่างมาก รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้สนับสนุนทางการศึกษาแต่เพียงผู้เดียว โรงเรียนเอกชนก็มีบทบาทสำคัญในด้านการศึกษา รวมถึงโรงเรียนที่อยู่นอกระบบเช่นวิทยาลัยของเอกชน ก็มีบทบาทสำคัญในการศึกษาและเป็นส่วนมากในการศึกษา

เด็กๆส่วนใหญ่จะเข้าโรงเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล แม้ว่าจะไม่ใช่ส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาก็ตาม ระบบการศึกษาเป็นภาคบังคับ เลือกโรงเรียนได้อิสระและให้การศึกษาที่พอเหมาะแก่เด็กๆทุกคนตั้งแต่เกรด 1 (เทียบเท่า ป.1) จนถึง เกรด 9 (เทียบเท่า ม.3) ส่วนเกรด 10 ถึงเกรด 12 (ม.4 – 6) นั้นไม่บังคับ แต่ 94% ของนักเรียนที่จบชั้นมัธยมต้น เข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมปลาย ประมาณ 1 ใน 3 ของนักเรียนที่จบชั้นมัธยมปลายเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลย 4 ปี junior colleges 2 ปี หรือเรียนต่อที่สถาบันอื่นๆ

ญี่ปุ่นเป็นสังคมที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมาก และเป็นสังคมที่มีระเบียบวินัย การศึกษาเป็นสิ่งที่น่าเคารพยกย่อง และความสำเร็จเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการประสบความสำเร็จในงานและในสังคม ทุกวันนี้ มุมมองแตกต่างออกไป โรงเรียนต่างแข่งขันกันเพื่อรับนักเรียน การสอบเอนทรานซ์กลายเป็นสิ่งที่ stolid in an attempt to maintain operations ทุกวันนี้ โรงเรียนรับนักเรียนในอัตราต่ำกว่าที่รับได้มาก ถือเป็นปัญหาด้านงบประมาณขั้นรุนแรง โรงเรียนถูกสร้างเพื่อรับนักเรียน 1,000 คน แต่กลับรับนักเรียนเพียง 1 ใน 3 ของจำนวนที่รับได้ แต่นี้ไม่ได้ทำให้จำนวนนักเรียนในแต่ละห้องน้อยลง ห้องเรียนส่วนใหญ่มีนักเรียนอยู่ระหว่าง 35 – 45 คน

โครงสร้าง

การศึกษาของญี่ปุ่นถือเป็นความรับผิดชอบระดับชาติ ระดับจังหวัดและระดับเมือง กระทรวงการศึกษาฯ (MEXT) จะมีคณะวิจัยกระบวนการศึกษาคอยให้คำแนะนำและให้แนวทางแก่รัฐบาล ในอดีต “คำแนะนำ”เป็นสิ่งที่ถูกตรวจสอบอย่างรอบคอบ และหลงไปในทางที่ทำให้มีการตัดงบประมาณ (?) อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ได้เพิ่มอำนาจให้กับรัฐบาลมากขึ้น MEXT จะตรวจสอบเนื้อหาในตำราเรียนให้มีมุมมองที่เป็นกลางและมีข้อมูลที่ถูกต้องเหมาะสมแก่การสอนนักเรียน ในอดีต MEXT ได้กำหนดเนื้อหาสูงสุดที่จะใส่ในตำราเรียนได้ แต่ปัจจุบันหลังจากปฏิรูปการศึกษา MEXT ได้กำหนดเนื้อหาขั้นต่ำที่จะต้องใส่ในตำรา โรงเรียนหลายโรงเรียนจึงใช้ตำราเรียนและตำราเสริมที่ไม่ได้รับรองโดย MEXT เพราะว่าเนื้อหาในตำราเรียนนั้นอยู่ในระดับต่ำซึ่งไม่สามารถทำให้เกิดความเข้าใจในวิชาอย่างลึกซึ้งได้

ครู

ครูเป็นอาชีพที่มีเกียรติ มีสถานะทางสังคมสูง เป็นผลมาจากการที่กฎหมายญี่ปุ่นและประชาชนคาดหวังในหน้าที่ของครู สังคมคาดหวังว่าครูจะช่วยปลูกฝังทัศนคติของสังคมลงในตัวเด็ก เพราะการสอนนั้นรวมถึงการสอนเรื่องคุณธรรมจริยธรรม และการพัฒนาอุปนิสัยของเด็ก

ห้องพักครูของโรงเรียนมัธยมต้นโอะนิสุกะ จังหวัดซะงะ ญี่ปุ่นห้องพักครูของประเทศญีปุ่น
การเรียนคุณธรรมในห้องเรียน การสอนอย่างไม่เป็นทางการ และแม้แต่ academic class ถูกมองว่าเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของการสอน ครูจะต้องรับผิดชอบต่อโรงเรียนและนักเรียนแม้จะอยู่นอกห้องเรียนหรือนอกชั่วโมงเรียน ครูประจำโฮมรูมจะไปเยี่ยมนักเรียนที่ไม่ยอมไปโรงเรียนเพื่อให้นักเรียนไปโรงเรียน ครูที่ปล่อยให้นักเรียนกระทำผิดกฎหมายนอกโรงเรียน จะถูกเรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบและแสดงการขอโทษ เช่นเดียวกับนายจ้างที่ปล่อยให้ลูกจ้างทำผิดกฎหมาย

ครูมีรายได้ดี และมีการปรับเงินเดือนของครูอยู่เป็นระยะๆ เงินเดือนเริ่มต้นของครูเป็นที่น่าพึงพอใจเมื่อเทียบกับอาชีพทางวิชาการอื่นๆและในบางครั้งก็สูงกว่า นอกจากเงินเดือนแล้ว ครูยังมีสิทธิ์รับเงินพิเศษต่างๆและโบนัส (จ่ายเป็น 3 งวด) ซึ่งมีจำนวนประมาณห้าเท่าของเงินเดือน ครูจะได้รับการดูแลสุขภาพ และสวัสดิการหลังเกษียณ

ด้วยการเงินที่มั่นคง สถานะทางสังคมที่สูง จำนวนของผู้ที่อยากเป็นครูจึงล้นเกินจำนวนตำแหน่งที่รับได้ โดยมีผู้สมัครห้าถึงหกคนต่อทุกๆตำแหน่ง คณะกรรมการประจำจังหวัดเป็นผู้เลือกผู้สมัครที่มีคุณสมบัติดีที่สุดจากผู้สมัครจำนวนมหาศาล

ชาวญี่ปุ่นมีความเชื่อในเรื่องของการศึกษาว่า เด็กๆทุกคนมีความสามารถในการเรียนรู้ ความพยายาม ความพากเพียร และการมีระเบียบวินัยต่อตนเองต่างหาก ที่เป็นตัวกำหนดความสำเร็จทางการศึกษา ไม่ใช่ความสามารถทางการเรียน การศึกษาและพฤติกรรมเป็นสิ่งที่สามารถฝึกอบรมได้ ดังนั้น นักเรียนในชั้นประถมและชั้นมัธยมต้นจึงไม่ได้ถูกแบ่งกลุ่มหรือสอนตามความสามารถของแต่ละคน การสอนจะไม่ถูกปรับให้เหมาะสมกับความแตกต่างของบุคคล

หลักสูตรการศึกษาแห่งชาติกำหนดให้นักเรียนได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่พอเหมาะ และการเรียนภาคบังคับถือเป็นการปฏิบัติต่อนักเรียนด้วยความเสมอภาค มีการกระจายงบประมาณไปตามโรงเรียนต่างๆอย่างเท่าเทียมกัน อย่างไรก็ตาม การที่หลักสูตรกำหนดเช่นนี้ส่งผลให้ขาดความยืดหยุ่น รวมถึงความสอดคล้องกันของพฤติกรรม ความพยายามเพียงน้อยนิดที่จะกระตุ้นนักเรียนให้มีความสนใจพิเศษ การปฏิรูปการศึกษาในปลายทศวรรษที่ 198 มีเป้าหมายเพื่อเน้นในเรื่องความยืดหยุ่น ความคิดสร้างสรรค์ และการเพิ่มโอกาสให้นักเรียนได้แสดงออกในสิ่งที่ตนเองชอบ แต่กระนั้นความพยายามก็บังเกิดผลเพียงน้อยนิด การคิดเชิงวิพากษ์ไม่ถือเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในระบบการศึกษาญี่ปุ่น นักเรียนจะถูกสอนให้จำเนื้อหาที่พวกเขาต้องใช้สอบ ผลการเรียนที่สูงจึงไม่ได้ชี้วัดหรือสะท้อนความสามารถที่แท้จริงของนักเรียน

ห้องเรียนของประเทศญีปุ่นนักเรียนที่เรียนในการศึกษาภาคบังคับจะได้รับตำราเรียนฟรี คณะบริหารของโรงเรียนเป็นผู้เลือกตำราเรียนทุกๆสามปี โดยเลือกจากรายชื่อหนังสือที่กระทรวงการศึกษาได้รับรองแล้วหรือหนังสือที่กระทรวงจัดทำขึ้นเอง กระทรวงจะเป็นผู้รับภาระค่าตำราทั้งในโรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนเอกชน ตำราเรียนมีขนาดเล็ก ใช้ปกอ่อนหุ้ม สามารถพกพาได้โดยง่าย และถือเป็นสมบัติของนักเรียน

โรงเรียนส่วนใหญ่จะมีระบบดูแลด้านสุขภาพ มีสิ่งของด้านการศึกษาและกีฬาอยู่พอประมาณ โรงเรียนประถมส่วนใหญ่มีสนามเด็กเล่นกลางแจ้ง ประมาณร้อยละ 90 มีโรงยิม และ 75% มีสระว่ายน้ำกลางแจ้ง ห้องเรียนส่วนมากยังขาดแคลนคอมพิวเตอร์และเครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ การเรียนการสอนและโครงงานของนักเรียนมักไม่ใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย อินเทอร์เน็ตยังไม่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ทางด้านการศึกษามากนัก

ความสำเร็จทางการศึกษาของญี่ปุ่นอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล ในการสอบวัดความรู้ด้านคณิตศาสตร์นานาชาติ เด็กญี่ปุ่นถูกจัดให้อยู่ในอันดับต้นๆมาโดยตลอด ระบบนี้เป็นผลมาจากการสมัครเข้าเรียนสูง ตลอดจนอัตราการรับ ระบบการสอบเข้า (การสอบเอนทรานซ์) โดยเฉพาะในระดับมหาวิทยาลัยมีอิทธิพลต่อการศึกษาทั้งระบบเป็นอย่างมาก รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้สนับสนุนทางการศึกษาแต่เพียงผู้เดียว โรงเรียนเอกชนก็มีบทบาทสำคัญในด้านการศึกษา รวมถึงโรงเรียนที่อยู่นอกระบบเช่นวิทยาลัยของเอกชน ก็มีบทบาทสำคัญในการศึกษาและเป็นส่วนมากในการศึกษา

รีวิวโดย ครูไพศอล  บาฮะคีรี

โพสท์ใน บทความ | ติดป้ายกำกับ | ใส่ความเห็น

รีวิวการศึกษาของประเทศเวียดนาม

ความเป็นมาของการศึกษาประเทศเวียดนาม(โดยย่อ)

         เด็กเวียดนามประเทศเวียดนามได้มีการพัฒนาการศึกษาควบคู่ไปกับพัฒนาของประเทศ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็นระยะ ๆ ย่อ ๆ ในเชิงประวัติศาสตร์ดังนี้ (Pham Minh Hac,1995, 42-61)

1.      ระยะที่อยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์จีน (Period of Chinese Imperial Domination) : 200 ปีก่อน ค.ศ. – ค.ศ. 938

2.      ระยะที่ประเทศมีอิสรภาพ (Period of National Independence) : ค.ศ. 938 -ค.ศ. 1859

3.      ระยะที่อยู่ภายใต้อาณานิคมของฝรั่งเศส (Period of French Colonialism): ค.ศ. 1859 – 1945

4.      ระยะหลังการปฏิวัติเดือนสิงหาคม (Period after August Revolution) : ค.ศ. 1945 – 1975

5.      ระยะของการรวมประเทศ (Period of National Reunification) : ค.ศ. 1975 – ปัจจุบัน

ระยะที่อยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์จีน

ในระยะนี้ประเทศเวียดนามอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์จีน ดังนั้นผู้บริหารของประเทศจีน จึงเป็นผู้ก่อตั้งระบบการศึกษาในประเทศเวียดนามทั้งในแบบของรัฐและเอกชน ซึ่งในสมัยก่อนเน้นเฉพาะการศึกษาของบุตรชายและการฝึกอบรมบุคคลเพื่อเข้าไปรับราชการและบริหารประเทศ มีนโยบาย “Feudal Intelligentsia” ซึ่งจะคัดเลือกเฉพาะบุตรชายจากครอบครัวขุนนางไปรับราชการกับราชวงศ์จีน ระบบการศึกษาต่อเนื่องของชาวเวียดนามในบางศตวรรษพบว่า บุคคลชาวเวียดนามที่มีฐานะทางสังคมดีและมีสติปัญญาดีจะได้รับอนุญาตให้เข้าไปศึกษาต่อในประเทศจีน โดยมีการสอบแข่งขันหลายขั้นตอนและครั้งสุดท้ายจะสอบที่กรุงปักกิ่ง เมื่อสอบผ่านจะได้วุฒิเทียบเท่า Doctor’s Degree ระบบการศึกษาดังกล่าวสืบทอดมาจนถึง ราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618 – ค.ศ. 907) ระบบการศึกษาที่เลียนแบบมาจากประเทศจีนประกอบด้วย การศึกษาเบื้องต้น (Primary Education) ที่มีระยะเวลาการศึกษาน้อยกว่า 15 ปี และการศึกษาระดับอุดมศึกษา (Higher Education) ที่มีระยะเวลาการศึกษามากกว่า 15 ปีขึ้นไป

 ระยะที่ประเทศมีอิสรภาพ

ในปี ค.ศ. 938 Ngo Dinh ได้รบชนะจีนและก่อตั้งราชวงศ์ Ngo Dinh และราชวงศ์ Le ตอนต้น (ค.ศ. 939 – ค.ศ. 1009) การศึกษาส่วนใหญ่เป็นการดำเนินการโดยเอกชนและโรงเรียนพุทธศาสนา จนกระทั่งราชวงศ์ Le (ค.ศ.1009 – ค.ศ. 1225) เริ่มให้ความสำคัญกับการศึกษาเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ๆ เช่น เมืองหลวง Thang Long หรือ Ha Noi ในปัจจุบัน มีการก่อตั้งสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาในประเทศเวียดนามเป็นแห่งแรก ใน ค.ศ. 1076 ที่มีชื่อเรียกว่า “Quoc Tu Gian หรือ Royal College” เพื่อเป็นแหล่งการศึกษาของบุตรชายของครอบครัวที่มีฐานะดี

ในยุคนี้มีการสร้างโรงเรียนของรัฐขึ้นอีกทั้งในส่วนกลางและจังหวัดต่างๆ เพื่อให้บุตรชายของสามัญชนเข้ารับการศึกษา ทำให้ระบบการศึกษาในประเทศเวียดนามในยุคนี้แบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ

1.      Royal College อยู่ในเมืองหลวง อยู่ภายใต้การบริหารโดยตรงของกษัตริย์

2.      โรงเรียนในระดับจังหวัดและอำเภอ เป็นโรงเรียนของรัฐซึ่งยังมีจำนวนไม่มากนัก

3.      โรงเรียนของภาคเอกชน

อาจสรุปได้ว่าการศึกษาในระยะต้น ๆ ของประเทศเวียดนามอยู่ในระบบศักดินา ที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการคัดเลือกคนเข้าไปเรียนเพื่อเป็นขุนนางและข้าราชการในระดับต่าง ๆ

ระยะที่อยู่ภายใต้อาณานิคมของฝรั่งเศส

ในระยะที่ประเทศเวียดนามอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสนี้ ระยะแรกๆ ยังคงใช้ระบบการศึกษาตามลัทธิขงจื้ออยู่ จนกระทั่งปี ค.ศ. 1917 จึงได้มีการเริ่มระบบการศึกษาแบบฝรั่งเศส แต่ให้ความสำคัญกับการศึกษาในระดับประถมศึกษา มีโรงเรียนประถมศึกษาเกิดขึ้นในหมู่บ้านที่มีพลเมืองอาศัยอยู่หนาแน่น

การศึกษาในเบื้องต้นมีเกรด 1-2 มีชื่อเรียกที่แตกต่างกัน Ecole Communale ใช้เรียกการศึกษาในทางตอนเหนือ Ecole Auxilier Preparatoire ใช้เรียกการศึกษาทางตอนใต้ และ Ecole Preparatoire ใช้เรียกการศึกษาในตอนกลางของประเทศ ในบางเมืองมีการศึกษาพื้นฐาน 6 ปี ในเมืองใหญ่ ๆ เช่น Ha Noi, Haiphong และ Vinh มีการศึกษาที่สูงกว่า ระดับประถมศึกษาเพิ่มขึ้นอีก 4 ปี และมีเฉพาะในเมืองใหญ่ ๆ เท่านั้นที่มีการศึกษาสูงกว่าระดับมัธยมศึกษา คือ Ha Noi, Hue และ Saigon

ตอนต้นศตวรรษที่ 20 ประเทศฝรั่งเศสมีการพัฒนาการศึกษาวิชาชีพ (Professional Education) ขึ้น โดยมีการก่อตั้งสถาบันการศึกษาที่มีรูปแบบตะวันตก ในปี ค.ศ. 1902 มีวิทยาลัยแพทยศาสตร์และเภสัชศาสตร์เกิดขึ้นเป็นแห่งแรกที่กรุงฮานอย และมีการก่อตั้งสถาบันการศึกษาหลายแห่งในเวลาต่อมา นอกจากนี้ยังมีสถาบันการศึกษาทางด้านเทคนิคและอุตสาหกรรมอีกหลายแห่ง ซึ่งมีระยะเวลาในการศึกษา 2 ปี เน้นการฝึกอบรมทักษะในการทำงานกับเครื่องจักรกล สถาบันการศึกษาในระดับนี้เรียกว่า โรงเรียนฝึกวิชาชีพชั้นสอง จนกระทั่ง ค.ศ. 1919 จึงมีระบบการศึกษาแบบมหาวิทยาลัยที่มีการศึกษาวิชาทางด้านวิทยาศาสตร์ ได้แก่ วิชาฟิสิกส์ เคมี จนกระทั่งถึง ค.ศ. 1923 ได้เริ่มมีการจดทะเบียนผู้ที่ศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย

โดยทั่วไปแล้วระบบการศึกษาของประเทศเวียดนามภายใต้การปกครองของประเทศฝรั่งเศส ยังมีความจำกัดอยู่มาก โดยพบว่ามีจำนวนนักศึกษาที่ลงทะเบียนประมาณรัอยละ 2.6 ของประชากรในวัยเรียนทั้งหมดของประเทศ ในขณะที่มีประชากรทั้งหมด 17,702,000 คน ในปี ค.ศ. 1931เวียดนาม1

ระยะหลังการปฏิวัติเดือนสิงหาคม

ภายหลังจากการปฏิวัติ เมื่อ 2 สิงหาคม ค.ศ. 1945 Ho Chi Minh ได้ก่อตั้งระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐประชาธิปไตย “The Democratic Republic of Vietnam” ขึ้นในเขตยึดครองทางเหนือ มีการกำหนดนโยบายจากรัฐบาลเพื่อการรณรงค์การไม่รู้หนังสือ ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบมัธยมศึกษาและอุดมศึกษาเพื่อที่จะพัฒนาระบบการศึกษาในประเทศอย่างอิสระ โดยมีนโยบายการฝึกอบรมประชาชนรุ่นใหม่ให้มีความสามารถและมีศักยภาพในการพัฒนาชาติ ในขณะเดียวกันก็ได้มีการทำสงครามต่อสู้กับฝรั่งเศสเรื่อยมาจนกระทั่งเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1954 จึงได้รับชัยชนะที่ Dien Bien Phu รัฐบาลจึงดำเนินการปฏิรูปทางการศึกษาที่สำคัญ คือ “การศึกษาของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน” มีวัตถุประสงค์ในการอบรมคนรุ่นใหม่ให้เป็นพลเมืองที่จงรักภักดีต่อบรรพบุรุษและบ้านเกิดเมืองนอน เป็นกำลังสำคัญในการป้องกันประเทศ เป็นพลเมืองที่มีศักยภาพในอนาคตและมีคุณภาพทั้งร่างกายและจิตใจ เน้นการศึกษาทางทฤษฎีควบคู่กับการปฏิบัติ เน้นอุดมการณ์สังคมนิยม มีการประกาศ “นโยบายการศึกษาทั่วไปสำหรับสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม (The General Education Policy of the Democratic Republic of Vietnam)” โดยมีวัตถุประสงค์ในการปฏิรูปครั้งนี้ คือ เพื่อฝึกอบรมและส่งเสริมประชาชนและเด็กรุ่นใหม่ให้เป็นบุคคลที่มีการพัฒนาอย่างครอบคลุม เป็นพลเมืองที่จงรักภักดีต่อบ้านเกิดเมืองนอน เป็นกำลังแรงงานที่ดี มีความฉลาดและมีคุณธรรม ส่งเสริมประชาธิปไตย และสร้างสังคมนิยมเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการสร้างประเทศและรวมประเทศให้เป็นอิสระและเป็นประชาธิปไตย

จากข้อมูลการศึกษาของประเทศเวียดนามในระยะนี้ จะให้ความสนใจและส่งเสริมเด็กที่มีความสามารถทางสติปัญญาเป็นพิเศษ  โดยมีการจัดห้องเรียนพิเศษสำหรับเด็กในระดับ 3 เพื่อเข้าเรียนในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาชั้นนำของประเทศ เช่น Hanoi University วิทยาลัยครุศึกษาแห่งที่ 1 และวิทยาลัยที่ฝึกอบรมครูเป็นพิเศษเกี่ยวกับภาษาต่างประเทศ เป็นต้น และเพื่อเป็นการเร่งการฟื้นฟูและการพัฒนาประเทศ จึงมีการส่งเสริมการศึกษามัธยมวิชาชีพและการศึกษาในระดับอาชีวศึกษาไปในขณะเดียวกันเพราะใช้เวลาในการศึกษาที่สั้นกว่า ในปี ค.ศ. 1965 มีการก่อตั้งโรงเรียนวิชาชีพชั้นสองเพิ่มขึ้นมากกว่า 100 แห่ง และในปี ค.ศ. 1975 มีโรงเรียนมัธยมวิชาชีพ ประมาณ 200 แห่ง ทั่วประเทศ โดยโรงเรียนเหล่านี้ จำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นโรงเรียนในส่วนกลาง และที่เหลือเป็นโรงเรียนท้องถิ่น โรงเรียนอาชีวศึกษาเพิ่มจาก 50 แห่ง ในปี ค.ศ. 1965 เป็น 200 แห่ง ในปี ค.ศ. 1975

*** ในช่วงปี ค.ศ. 1955 – ค.ศ. 1956 มีสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาในประเทศเวียดนามเหนือ 7 แห่ง คือ

1.      University of Hanoi

2.      The Teacher Training College of Hanoi

3.      University of Teacher of Hanoi

4.      Hanoi College of Medicine

5.      The Hanoi College of Agriculture

6.      The College of Economics

7.      The College of Fine Arts

ในปีการศึกษา 1974-1975 ในประเทศเวียดนามใต้มีมหาวิทยาลัยเพียง 4 แห่ง ในเมือง Saigon, Hue, Can Tho และ Thu Duc มีวิทยาลัยชุมชนของรัฐ 3 แห่ง ในเมือง My Tho, Nha Trang และ Danang และมีสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาเอกชนอีก 11 แห่ง

ระยะเวลาการศึกษาในโรงเรียนมัธยมวิชาชีพใช้เวลา 2-3 ปี ส่วนในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยใช้เวลา 3-6 ปี ได้แก่ Teacher Training College ใช้เวลา 3 ปี University of Technology หรือ Technical College ใช้เวลา 5 ปี และ College of Medicine ใช้เวลา 6 ปี

ระยะการรวมประเทศ

จากชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศในปี ค.ศ. 1975 นำมาซึ่งความเป็นอิสระในการปกครองประเทศ ประเทศเวียดนามจึงได้มีการรวมประเทศเพื่อให้เกิดความมั่นคง เข้าสู่ระยะใหม่ของการสร้างประเทศ ได้มีการประเมินรูปแบบและระบบการศึกษาที่ปฏิบัติกันมา ซึ่งยังพบว่า คุณภาพในการพัฒนาคนของระบบการศึกษายังคงมีคุณภาพต่ำ การศึกษายังไม่สามารถสร้างคนที่มีความสามารถทั้งในด้านเทคนิค และนักวิทยาศาสตร์ ที่สามารถจะพัฒนาสังคมและฟื้นฟูประเทศหลังสงครามได้อย่างทันการ จึงได้มีการประกาศนโยบายการปฏิรูปการศึกษา ฉบับที่ 3 ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1979 และเริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อปีการศึกษา 1980-1981 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ระบบการศึกษาเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของการปฏิรูปวัฒนธรรม และระบบความคิดที่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคนิควิธีการ วัฒนธรรมและเศรษฐกิจของประเทศ

การศึกษาในช่วงปี ค.ศ. 1975-1985 เป็นช่วงของการจัดการศึกษาในแนวทางสังคมนิยมที่มีมาแต่เดิม แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ในปี ค.ศ.1986 ได้มีการประกาศใช้นโยบาย Doi Moi จึงได้มีการปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในช่วงปี 1980-1990 ได้มีการเตรียมการหลาย ๆ อย่าง จนถึงปี ค.ศ.1991 จึงได้มีการปฏิรูปการศึกษาตามแนวทางสมัยใหม่ภายใต้กรอบ Doi Moi อย่างเต็มที่

การปฏิรูปการศึกษาของเวียดนาม

มีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ คือ

       1. ยกระดับสติปัญญาของประชาชน เพื่อให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมและทันกับการพัฒนาประเทศ

       2. ยกระดับคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ โดยหวังว่าเมื่อประเทศได้ก้าวเข้าสู่ยุคตลาดนิยม ประชาชนของประเทศที่เป็นประเทศแรงงานต้องมีคุณภาพสูงพอ

       3. สรรหา ส่งเสริม และใช้ประโยชน์จากกลุ่มอัจฉริยะ เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางศิลปะและวัฒนธรรม ทางสังคมและเศรษฐกิจ โดยมีเนื้อหาสาระการปฏิรูปด้านต่างๆ คือ การศึกษาก่อนวัยเรียน ประกอบด้วยการดูแลเด็กเล็ก โรงเรียนอนุบาล

การสามัญศึกษา ทั้งระดับประถม มัธยมตอนต้น และมัธยมตอนปลาย ซึ่งเป็นระบบ 5-4-3 คือ ประถม 5 ปี เป็นการสร้างความรู้พื้นฐาน มัธยมศึกษาตอนต้น 4 ปี เป็นการเพิ่มพูนความรู้ทักษะการติดต่อสื่อสาร เน้นเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มัธยมศึกษาตอนปลาย 3 ปี เป็นการเตรียมคนเข้าสู่สังคมงานอาชีพและการเป็นพลเมืองดีของประเทศ

การศึกษาได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากรัฐบาลและสังคม นักเรียนเวียดนามจะใช้เวลาเรียนในโรงเรียนครึ่งวัน โดยครูควบคุมและนำเสนอบทเรียนประมาณ 15 นาที เมื่อครูบรรยายแล้วนักเรียนต้องมีความคิดประดิษฐ์เอง ครูเป็นผู้ออกแบบโครงสร้าง นักเรียนเป็นผู้ประดิษฐ์หรือปฏิบัติ อีกครึ่งวันจะเป็นการศึกษานอกเวลาเรียน การจัดการศึกษานอกโรงเรียน ผู้ปกครองมีส่วนช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งจะลดภาระของทางโรงเรียน

รัฐบาลเวียดนามให้ความสำคัญกับวิชาชีพครูเป็นอย่างมาก นักเรียนที่ศึกษาในสถาบันผลิตครูจะเรียนฟรี ครูจะทำการสอนสัปดาห์ละ 16 ชั่วโมง ถ้าสอนเกินกว่านี้จะได้รับเงินค่าบำรุงพิเศษ รัฐบาลเวียดนามมีคำขวัญให้กับครูว่า ครูต้องทำตัวดีให้นักเรียนทำตาม

ระบบการศึกษาของเวียดนาม

การศึกษาของเวียดนาม
ปัจจุบันเวียดนามแบ่งลักษณะของการจัดการศึกษาไว้ 5 ลักษณะ คือ

1. การศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา (Pre-School Education)
ประกอบด้วยการเลี้ยงดูเด็ก สำหรับเด็กอายุ 6 เดือนถึง 3 ปี และอนุบาลสำหรับเด็กอายุ 3-5 ปี
2. การศึกษาสามัญ (5 – 4 – 3)
• ระดับประถมศึกษาเป็นการศึกษาภาคบังคับ 5 ปี ชั้น 1-5
• ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น คือชั้น 6-9
• ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย คือชั้น 10-12
3. การศึกษาด้านเทคนิคและอาชีพ  มีเทียบเคียงทั้งระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย
4. การศึกษาระดับอุดมศึกษา  แบ่งเป็นระดับอนุปริญญา (Associate degree) และระดับปริญญา
5. การศึกษาต่อเนื่อง  เป็นการศึกษาสำหรับประชาชนที่พลาดโอกาสการศึกษาในระบบสายสามัญและสายอาชีพ

การศึกษาสามัญ 12 ปี (General Education) ของเวียดนามนั้นเวียดนามมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ประชาชนได้มีวิญญาณในความเป็นสังคมนิยม มีเอกลักษณ์ประจำชาติ และมีความสามารถในด้านอาชีพ

ในอดีตการศึกษาสามัญของเวียดนามมีเพียง 10 ปีเท่านั้น และไม่มีอนุบาล ศึกษามาก่อนจนถึงปีการศึกษา 2532 – 2533 จึงมีการศึกษาถึงชั้นปีที่ 9 ทั้งประเทศ ซึ่งได้เรียกการศึกษาสามัญ 9 ปี ดังกล่าวนี้ว่าการศึกษาขั้นพื้นฐาน (Basic Education) และเมื่อได้ขยายไปถึงปีที่ 12 แล้วจึงได้เรียกการศึกษาสามัญ 3 ปีสุดท้ายว่า มัธยมชั้นสูง (Upper Secondary School) ปี 2535-2536 ระบบการศึกษาสามัญในเวียดนามจึงกลายเป็นระบบ 12 ชั้นเรียนทั้งประเทศ โดยเด็กที่เข้าเรียนในชั้นปีที่ 1 จะมีอายุย่างเข้าปีที่ 6

เมื่อเวียดนามได้ใช้ระบบการศึกษาเป็น 12 ปีแล้ว จำนวนนักเรียนในทุกระดับชั้นยังมีน้อย ดังนั้นปี 2534 สภาแห่งชาติของเวียดนามจึงได้ออกกฎหมายการกระจายการศึกษาระดับประถมศึกษา (Law of Universal Primary Education) ซึ่งถือเป็นกฎหมายฉบับแรกว่าด้วยการศึกษาของเวียดนาม

รีวิวการศึกษาโดยครูซาอุดา   อิสเฮาะ  ครูโรงเรียนบ้านลือมุ

อ้างอิงจาก  http://www.lampangvc.ac.th/lvcasean/page_vietnam6.html

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=212936

โพสท์ใน บทความ | ติดป้ายกำกับ | ใส่ความเห็น

รีวิวการศึกษาประเทศจีนไทเป

ไต้หวันการศึกษาที่มีคุณภาพระดับโลก “Taiwan price”ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2004-2009 SCI และ SSCI ได้ตีพิมพ์ตัวเลขการเติบโตของไต้หวันจากประมาณช่วงศตวรรษที่ 20 ถึงศตวรรษที่ 15 รวมถึงสภาเศรษฐกิจโลก (World Economy Forum or WEF) ก็ได้รายงานอันดับการแข่งขันไว้ว่าการศึกษาต่อและอบรมในไต้หวันติดอยู่อันดับสูง อย่างไรก็ตามค่าครองชีพและการใช้จ่ายในการศึกษาอยู่ในเกณฑ์สมเหตุสมผลหลากหลายวัฒนธรรมและผู้คนเป็นมิตรลักษณะหลัก ๆ ของสังคมไต้หวันคือ การพัฒนาความหลากหลายทางวัฒนธรรม ส่วนจุดโฟกัสคือ วัฒนธรรมท้องถิ่นและการจัดการธุรกิจระดับโลกการพัฒนาอุตสาหกรรม ไต้หวันเป็นที่รู้จักในเรื่องการผลิตสินค้าเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเฉพาะเป็นที่ตั้งของบริษัทชั้นนำระดับโลกในซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่คึกคัก และการดำเนินธุรกิจการแข่งขันที่มีบุคลากรที่ดีที่สุดในโลกด้วยเป็นประจำทุกวันสิ่งแวดล้อมทางด้านภาษาอังกฤษไต้หวันได้พยายามสร้างสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรสำหรับผู้ที่สื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ โดยรัฐบาลและองค์กรต่าง ๆ ได้พยายามสร้างเว็บไซต์ที่มีทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน เพื่ออำนวยความสะดวกในเรื่องข้อมูลและการบริการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นทางผ่านเข้าสู่เอเชียแปซิฟิกไต้หวันถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางของขอบเอเชียแปซิฟิกและทางผ่านเข้าสู่เอเชียตะวันออกโดยเฉพาะประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวันเป็นทางที่สามารถเข้าถึงเอเชียแปซิฟิกได้รวมทั้งอุตสาหกรรมขนส่งไปสู่ทั่วโลก ซึ่งทำให้ไต้หวันเป็นสถานที่สำคัญสำหรับจุดเริ่มต้นในการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ

ข้อมูลทั่วไปประเทศไต้หวัน

ไต้หวัน ตั้งอยู่ระหว่างทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้ ห่างจากจีนแผ่นดินใหญ่ประมาณ 160 ก.ม. (ตรงข้ามมณฑลฝูเจี้ยนของจีน) ประกอบด้วยเกาะหลักๆ ได้แก่ เกาะไต้หวัน, หมู่เกาะเผิงหู, จินเหมิน,หมาจู่และเกาะเล็กเกาะน้อยอื่น ๆ อีกจำนวนหนึ่ง พื้นที่ 36,000 ตารางกิโลเมตร เป็นเกาะทอดยาวจากเหนือสู่ใต้ โดยมีแนวเขาอยู่ที่ส่วนกลางของเกาะ จัดอยู่ในเขตภูเขาไฟและแผ่นดินไหว

ประชากร  

มีจำนวนประชากรประมาณ 23 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนฮั่น โดยมีชาวเขาพื้นเมืองที่สำคัญ 9 เผ่า ได้แก่ Ami, Atayal, Paiwan, Bunun, Puyuma, Rukai, Tsou, Saisiyat และ Yami

สภาพภูมิอากาศ

ไต้หวันมีอากาศร้อนชื้นแบบใกล้เขตร้อน ฤดูร้อน (พ.ค.-ก.ย.) อุณหภูมิเฉลี่ย 27 – 35 C ฤดูหนาว (ธ.ค.-ก.พ.) อุณหภูมิเฉลี่ย 10 C

ภาษา

จีนกลาง (Mandarin) เป็นภาษาราชการ ฮกเกี้ยน (หมิ่นหนาน) เป็นภาษาท้องถิ่นที่ใช้ทั่วไปคู่กับจีนกลาง ข้าราชการระดับสูงทั่วไปสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้

ศาสนา

พุทธมหายาน ขงจื้อ เต๋า และคริสต์

หน่วยเงิน

เหรียญไต้หวัน (New Taiwan Dollar : NT$) 35.06 NT$ = $1 US หรือ 1 เหรียญไต้หวัน = 1.2168 บาท

เมืองสำคัญ

เกาสง เป็นเมืองท่าและศูนย์กลางธุรกิจทางภาคใต้และเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของ ไต้หวัน และเป็นท่าเรือใหญ่อยู่ใน 10 อันดับแรกของโลก

จีหลง เป็นเมืองท่าที่สำคัญที่สุดทางภาคเหนือ

การศึกษา

จำนวนประชากรที่อ่านออกเขียนได้ในไต้หวันนั้นสูงกว่าร้อย ละ 93 ส่วนผู้ที่อ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้นั้นก็มาจากเหตุผลที่ส่วนใหญ่คนเหล่านี้เป็นผู้สูงอายุที่ขาด โอกาสทางการศึกษาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองชาวไต้หวันเป็นผู้ที่อยากจะได้รับการศึกษาสูง ๆ ดังนั้นการจะเข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยจึงเป็นเรื่องชี้เป็น ชี้ตายคล้าย ๆ กับบ้านเรา การจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยจึงมีการแข่งขันกันสูงมาก ก็อย่างว่า การแข่งขันสูง ๆ อย่างนั้นจึงเป็นโอกาสของโรงเรียนกวดวิชาเอกชนต่าง ๆ ที่ผุดกันขึ้นเป็นดอกเห็ดคล้าย ๆ บ้านเราอีกเช่นกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็ก ๆ ที่ทางบ้านรายได้ไม่ดีนักก็ยังต้องใช้เวลาในตอนเย็น วันหยุดหรือช่วงโรงเรียนปิดเทอมไปกวดวิชากันอย่างบ้าคลั่งการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยในไต้หวันนั้นมุ่งเน้นการเรียนการสอนไปที่ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ว่ากันว่ามีนักศึกษาของไต้หวันประมาณร้อยละ 35 จากจำนวนนักศึกษามหาวิทยาลัยของไต้หวันทั้งสิ้นประมาณ 350,000 คนนั้นเรียนสาขาวิศวกรรม ชาวต่างชาติที่อยากจะเรียนมหาวิทยาลัยในไต้หวันก็จะต้องพูดและใช้ภาษาจีน ได้คล่อง เพราะไม่อย่างนั้นแล้วก็ไม่สามารถฟังการบรรยายที่เป็นภาษาจีน(แมนดริน)ได้

ไต้หวันไม่ใช่แค่เกาะที่มีผู้คนอาศัยอยู่เท่านั้น แต่มีสิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง คือ วัฒนธรรมของคนไต้หวันเองที่ประกาศเต็มปากเต็มคำว่าพวกเขาเป็น”คนไต้หวัน” ไม่ใช่คนจีน พวกเขาพูดภาษาไต้หวัน(Taiwanese) ไม่ใช่ภาษาจีนกลาง(Mandarin)ของจีนแผ่นดินใหญ่ นับเป็นประเด็นที่น่าสนใจสำหรับหลายประเทศ รวมทั้งไทยเรา ที่กำลังถูกรุกรานด้วยวัฒนธรรมทางภาษาของคนชาติอื่น ความรักชาติของประเทศนี้ก็ไม่แพ้ญี่ปุ่นเลย

ระบบการศึกษาของไต้หวันก็คล้ายๆ กับประเทศอื่น ๆ อีกหลายประเทศเริ่มตั้งแต่ระดับก่อนวัยเรียน ๒ ปี การศึกษาภาคบังคับอีก ๙ ปี แบ่งเป็น ประถมศึกษา ๖ ปี ป. ๑ ถึง ป.๖ มัธยมต้นหรือที่เรียกว่า junior high school อีกสามปีหลังจากจบมัธยมต้นภาคบังคับก็อาจสอบเข้าเรียนต่อในระดับการศึกษาที่สูงขึ้นไป เช่น มัธยมปลายที่เรียกกันว่า senior high school อีกสามปีหรือจะไปเรียนอาชีวะ ก็เรียนต่ออีกสามปีหรือจะไปเรียนต่อในระดับ junior college ก็ต้องเรียนอีก ๕ปี หากจะไปเรียนระดับมหาวิทยาลัย ก็ต้องสอบเข้าเหมือนๆ กับอีกหลายประเทศที่เรียกว่า Joint College Entrance Examination หรือสอบ national exams อื่น ๆ ก็อย่างว่า การสอบแข่งขันด้วยจำนวนนักเรียนที่มากขนาดนั้นก็ต้องมีการแข่งขันสูงเป็นธรรมดา เมื่อสอบเรียนในระดับมหาวิทยาลัยแล้วก็อาจสอบเรียนต่อในระดับบัณฑิตศึกษาต่อไปได้

ข้อมูลบางประการของไต้หวันที่น่าทึ่ง

การทดสอบประเมินผลของ PISA ครั้งที่3ในปี 2006 ใน 3 วิชา คือคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การอ่าน ได้ขยายไปสู่ประเทศรายได้ปานกลางหลายประเทศ ได้ผลใกล้เคียงกับปี 2003 คือ 20 อันดับแรกอยู่ในประเทศเดิม ๆ มีไต้หวัน ติดอันดับ  1 ในวิชาคณิตศาสตร์ (และที่ 4 วิชาวิทยาศาสตร์) ฟินแลนด์ยังได้ที่ 1 วิชาวิทยาศาสตร์ และที่ 2 ในวิชาคณิตศาสตร์และการอ่าน ขณะที่เกาหลีใต้ได้ที่ 1 ในวิชาการอ่าน ได้ที่ 4 วิชาคณิตศาสตร์ ฮ่องกงติดอยู่ใน 3 อันดับแรกทั้ง 3 วิชาจีนและเวียดนามไม่ได้เข้าร่วมโครงการทดสอบนี้ ขณะที่ไทยได้คะแนนเฉลี่ยอันดับค่อนข้างท้าย คือลำดับที่ 40 กว่า ๆ จาก 57 ประเทศ และมีนักเรียนไทยส่วนน้อยมาก (เช่นกลุ่มตัวอย่างจากโรงเรียนสาธิต) ที่ทำคะแนนได้ระดับสูงหน่อย แต่นักเรียนไทยส่วนใหญ่ทำได้แค่ระดับต้น ๆ (ต่ำกว่าระดับ 1-2) โดยเฉพาะเรื่องทักษะการอ่าน (ภาษาไทย) ที่เป็นพื้นฐานสำคัญในการไปเรียนวิชาอื่นต่อการทดสอบประเมินโครงการ PISA  ครั้งล่าสุดปีค.ศ.2009 (พ.ศ.2552) นักเรียนไทยได้คะแนนเฉลี่ยและลำดับต่ำลงจากปี ค.ศ. 2000 ทั้ง 3 วิชา ขณะที่บางประเทศ เช่น เกาหลีใต้  โปแลนด์ ฯลฯ ที่ได้ลำดับอยู่สูงกว่าไทยอยู่แล้วทำได้ดีเพิ่มขึ้นอีก ไทยได้คะแนนเฉลี่ยของแต่ละวิชาอยู่เพียง 417-421 คะแนน ในขณะนักเรียนในที่กลุ่มประเทศ OECD (รวมเกาหลีใต้) และจีน-ฮ่องกงจีน-ไทเป ได้คะแนนเฉลี่ยสูงกว่า 500 คะแนน นักเรียนไทยส่วนใหญ่มีสมรรถนะเพียงระดับ 1 และ 2 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุด(ระดับ 1 ถือว่าต่ำกว่าระดับมีความรู้พอเพียง ระดับ 2 ถือว่าพอใช้ได้) ในขณะที่นักเรียนส่วนใหญ่ของประเทศที่ได้คะแนนเฉลี่ยรวมสูงกว่าไทยได้ระดับสมรรถนะสูงจากระดับ 3 ขึ้นไปถึงระดับ 5-6 คือระดับความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์แก้ปัญหาได้  น่าคิดนะทั้ง ๆ ที่ระบบการศึกษาของเขาก็เหมือนกับของไทยเรา แต่คุณภาพต่างกันลิบลับเลย เพราะครูเราสมัยนี้เก่งแต่พูด เก่งแต่ทฤษฎี แต่ไม่ปฏิบัติ  จุดเด่นของไต้หวันที่เรามองไม่เห็นและเขาก็ไม่เคยบอกใครที่ทำให้การศึกษาของเขามีคุณภาพ รวมถึงเกาหลีใต้และฟินแลนด์ด้วยนะครับ

 เด็กไต้หวันเก่งคณิตศาสตร์มากที่สุด

การทดสอบนั้นทำขึ้นทุก 3 ปี เพื่อวัดความสามารถ โดยในด้านวิทยาศาสตร์นั้น จะมีคำถามทั้งเรื่องอากาศของโลกที่เปลี่ยนแปลง พืชจีเอ็มโอไปจนถึงพลศึกษา ซึ่งเด็กชาวฟินแลนด์มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุดคือ 563 คะแนน รองลงมาคือ เด็กฮ่องกง 542 คะแนน เด็กแคนาดา 534 คะแนน สำหรับเด็กอเมริกัน สเปนและอิตาเลียนนั้น เป็น 3 ใน 32 ชาติที่ได้คะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าเกณฑ์ใน ด้านการอ่านนั้น เด็กเกาหลีใต้มีคะแนนเฉลี่ยมากที่สุดคือ 556 รองลงมาเป็นเด็กฟินแลนด์ ได้คะแนน 547 เด็กฮ่องกงได้คะแนน 536 ซึ่งในการอ่านนั้นเด็กเกาหลีพัฒนาขึ้นมามาก เฉือนเด็กฟินแลนด์ แชมป์เก่าในการทดสอบปี 2543 และ 2546 สำหรับเด็กกรีซ โปรตุเกส สเปน อิตาเลียนและนอร์เวย์มีคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ ด้านคณิตศาสตร์ เด็กไต้หวันอยู่อันดับ 1 ด้วยคะแนน 549 ฟินแลนด์อันดับ 2 ด้วยคะแนน 548 ส่วนลำดับ 3 นั้นมี 2 ชาติ คือ ฮ่องกงและเกาหลีใต้ ด้วยคะแนน 547 ในกลุ่มนี้ เด็กอเมริกัน อิตาเลียน โปรตุเกสและสเปน มีคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์

จากผลสำเร็จของทั้ง 3 ประเทศดังกล่าว  ผมได้ลองมาศึกษาถึงเบื้องหลังของทั้ง 3 ประเทศ จากรายงานการสังเคราะห์คุณลักษณะและกระบวนการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมของประเทศต่างๆ ของ ศูนย์คุณธรรม  ผมขออนุญาตนำมาเฉพาะบางประเด็นที่มีผลต่อการจัดการศึกษา ดังนี้ครับ

 ประเทศฟินแลนด์    ประเทศฟินแลนด์มีกระบวนการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมที่โดดเด่นและชัดเจน จาก สถาบันครอบครัว และ สถาบันการศึกษา ดังนี้

สถาบันครอบครัว   ครอบครัวเป็นผู้ฝึกบุตรให้เป็นคนซื่อสัตย์อย่างแท้จริง มีวินัยในตนเองและรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ผู้ปกครองจะกันบุตรไม่ให้ดูโทรทัศน์ และเล่นเกมคอมพิวเตอร์ แต่จะอ่านหนังสือให้ฟังแทน หรือนำไปทำกิจกรรมต่างๆ เช่นเล่นกีฬา เรียนดนตรี ฝึกลูกเสือเนตนารี เด็กทุกคนจะได้รับบัตรห้องสมุดสาธารณะเมื่อเริ่มอ่านหนังสือได้ และจะมีการกระตุ้นให้เด็กไปแผนกหนังสือเด็กในห้องสมุดสาธารณะซึ่งมีอยู่ในทุกเมือง ชานเมือง หมู่บ้าน

สถาบันการศึกษา  โรงเรียนจะเน้นการสอบวัดความรู้ระดับชาติเป็นกลไกสำคัญที่ประกันว่า โรงเรียนทุกโรงเรียนต้องให้มีมาตรฐานเดียวกัน เพื่อว่าเด็กนักเรียนทุกคนสามารถสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลายได้ และโดยที่โรงเรียนทั้งหมดโน้มเอียงไปทางการสอบวัดความรู้ การเรียนการสอนจึงต้องมีมาตรฐานทัดเทียมกันทุกโรงเรียน และทุกพื้นที่ของประเทศ

ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศเกาหลีใต้ จะมีความโดดเด่นในเรื่องของสถาบันครอบครัว  สถาบันการศึกษา  และ การมีส่วนร่วมของสังคม ดังนี้

สถาบันครอบครัว จะยึดเกณฑ์คำสอนของขงจื๊อที่ว่า “ ทั่วทั้งจักรวาล มีเพียงครอบครัวเดียว ทุกสรรพสิ่งเกี่ยวข้องกัน” ทำให้ครอบครัวของคนเกาหลีมีระเบียบแบบแผนและมีความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกอย่างแน่นแฟ้น เด็กจะได้รับการสั่งสอนเรื่องวินัย การช่วยเหลือตนเอง การละอายต่อการกระทำผิด การรักการศึกษา   ประเทศเกาหลีมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสถาบันครอบครัวเข้มแข็ง เพราะเป็นรากฐานของสังคมในการปฏิรูปการศึกษา ยังได้คำนึงถึงการให้ความรู้แก่พ่อแม่ ด้วยการอบรมระยะสั้น ทั้งด้านการปลูกฝังคุณลักษณะที่เป็นประโยชน์ส่วนรวมและตระหนักถึงบทบาทของความเป็นพ่อแม่

สถาบันการศึกษา ประเทศเกาหลีถือ เป็นเรื่องเร่งด่วนของรัฐบาล คือการสร้างเกาหลีใหม่ด้วยการจัดระบบการศึกษาใหม่ ด้วยแนวคิดว่ารากฐานการศึกษาที่แข็งแกร่ง ย่อมนำพาให้เศรษฐกิจมั่นคง และการศึกษา ช่วยสร้างพลังความรู้ ปัญญา ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยี่ เชื่อว่า การศึกษาเป็นกระบวนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นมนุษย์ที่มีคุณค่ามีศักยภาพ การปฏิรูปการศึกษา มุ่งเน้นการพัฒนาการศึกษาให้ได้มาตรฐานโลก

การมีส่วนร่วมของสังคมในระดับต่าง ๆ  โครงการพัฒนาประเทศประสบผลสำเร็จ เพราะการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ในระดับชาติจนถึงชนบท นอกจากนี้ยังมีการมีส่วนร่วมจากสื่อมวลชน และการมีส่วนร่วมอย่างไม่เป็นทางการ เช่น ผู้อาวุโสทุกคนสามารถตักเตือนเด็กทุกคนได้แม้ไม่รู้จัก

ประเทศไต้หวัน ความโดดเด่นของประเทศไต้หวันมาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ องค์กรศาสนา และ  ผู้นำ ดังนี้

สถาบันศาสนา เป็นสถาบันที่สำคัญในการหล่อหลอมคุณธรรมจริยธรรมให้แก่คนไต้หวันที่ช่วยสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณธรรมจริยธรรม และยกระดับคุณธรรมจริยยธรรมของสังคมไต้หวันให้สูงขึ้น การวางรากฐานการพัฒนาด้านศาสนาของไต้หวัน ทำให้ประเทศพัฒนาอย่างสมดุลกว่าหลายประเทศ  ได้ปฏิรูปกรอบความคิดเดิมและแนวปฏิบัตินำมาปรับใช้ให้เข้ากับวิถีสมัยใหม่อย่างมีคุณค่า

ผู้นำที่เป็นแบบอย่าง

ผู้นำองค์กรของพุทธมหายานแต่ละหน่วย เป็นตัวอย่างที่โดดเด่น ทั้งด้านการปฏิบัติส่วนตัวและด้านการพานำทำกิจกรรมที่เป็นประโยชสร้างสรรค์สังคมในวงกว้าง

ผู้นำประเทศ ไต้หวันเติบโตมาได้ทุกวันนี้ เพราะบทบาทของรัฐบาลก๊กมินตั๋ง ซึ่งเป็นรัฐบาลในอุดมคติที่มีคุณธรรม ไม่มีปัญหาโกงกิน ผู้นำประเทศเจียงไคเช็ค เป็นผู้นำมือสะอาดและมีศีลธรรมในการดำเนินชีวิต

จากการสังเคราะห์งานวิจัยดังกล่าว พอสรุปได้ว่าปัจจัยที่ส่งผลสำเร็จต่อการจัดการศึกษา ของทั้ง 3 ประเทศ มาจาก 4 ปัจจัยหลัก คือ

1.      สถาบันครอบครัว

2.      นโยบายการจัดการศึกษา

3.      การมีส่วนร่วม

4.      มีผู้นำที่เป็นแบบอย่างได้

ดังนั้น ในการพัฒนาการศึกษาให้มีความทัดเทียมกับประเทศที่จัดการศึกษาได้ดี คงจะต้องสร้างปัจจัยหลักดังกล่าว เพื่อเป็นกระบวนการในการพัฒนาการศึกษาให้ได้ผลผลิตของผู้เรียนที่มีคุณภาพ

รีวิวโดย ครูอาซมิง  วามะ  ครูโรงเรียนบ้านลือมุ

 

 

เนื้อเรื่องย่อ | Posted on by | ติดป้ายกำกับ , | ใส่ความเห็น